Trans Health Manifesto

Trans Health Manifesto

แถลงการณ์​สุขภาวะคนข้ามเพศ

Written by Edinburgh Action for Trans Health

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย ปฏิบัติการเอดินบะระเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

คำแปล/Translation

แถลงการณ์สุขภาวะคนข้ามเพศ

คำนำ

หลังจากการกดขี่ชีวิตของข้ามเพศที่กินเวลานานหลายศตวรรษด้วยน้ำมือของรัฐ รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ยกระดับสงครามการบั่นทอนกำลังผ่านระบบราชการเข้าสู้ขั้นต่อไป ด้วยการตีพิมพ์รายงานการให้คำปรึกษาของ NHS 01 เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สอบตกในทุกทาง และผลสำรวจที่รวบรวมข้อมูลได้น้อยกว่าผลสำรวจที่เราเคยเสนอไปแล้วด้วยซ้ำ เราขอเรียกร้องให้ทุกคนที่สู้เพื่อสุขภาวะของคนข้ามเพศร่วมกันต่อต้านรายงานและผลสำรวจนี้ รวมไปถึงปฏิเสธกระบวนการและผลลัพธ์ที่ปรากฏในเอกสารทั้งคู่ เราสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนรวมแบบปฏิปักษ์ผ่านการยื่นข้อเรียกร้องที่ไม่เล่นด้วยกับข้อคำถามที่รัฐต้ังขึ้น หรือไม่จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบที่รัฐขีดไว้

เราปฏิเสธโดยสิ้นเชิงความพยายามของ NHS ที่จะจัดหมวดหมู่การล่วงละเมิด การทรมาน และการสร้างรอยแผลให้กับคนข้ามเพศโดยอ้างเรื่องสุขภาพ เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากการใช้อำนาจโดยมิชอบทั้งในอดีตและปัจจุบันโดยแค่พวกนักบำบัดจิตยกระดับที่ NHS คอยถือหางส่งเสริมให้เป็นผู้ลงมือ คุณไม่ใช่เจ้าของร่างกายของเรา คุณไม่สามารถควบคุมชีวิตเราได้ และคุณจะไม่สามารถขัดขวางให้เราไม่ได้ตามที่ต้องการได้ เราจะไม่ทนประนีประนอม

เอกสารที่มีชีวิตต่อไปนี้คือภาพฝันของพวก เราถึงอนาคตของคนข้ามเพศ เราไม่คิดหรอกว่างานที่เราทำจะมีวันเสร็จสิ้น สิ่งสำคัญอื่นๆ ย่อมจะปรากฏที่ขอบฟ้า ดังนั้นแล้ว แถลงการณ์ฉบับนี้จึงไม่ใช่ฉบับสุดท้าย หากแต่เป็นฉบับร่างที่พร้อมมีวิวัฒนาการร่วมไปกับพวกเราเอง นี่คือเสียงเพรียกร้องของพวกเรา เราจะสู้กับใครก็ตามที่ขวางทางแห่งการปลดแอกถ้วนหน้า นี่คือสงคราม และเราจะชนะ 

แถลงการณ์สุขภาวะคนข้ามเพศ

สุขภาวะคนข้ามเพศคืออธิปไตยเหนือร่างกาย เราจะเรียกร้องข้อจำเป็นต่างๆ และต้องได้ตามนั้น เราจะเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเองอย่างไรก็ได้ตามใจอยาก เราจะมีฮอร์โมนและบล็อกเกอร์ และการรักษาหรือการบำบัดใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้อง ที่คนทุกคนเข้าถึงได้โดยถ้วนหน้าและใช้บริการได้ฟรี เราจะยุติการควบคุมร่างกายของเราโดยการแพทย์ เราจะเรียกร้องความรับผิดชอบได้จากทุกคนในประวัติศาสตร์ที่มีส่วนในการทำร้ายเราในนามของ ‘การดูแลสุขภาพ’ เราจะได้เห็นการชดเชยจากอาชญากรรมนี้ และอาชญากรรมที่กระทำต่อคนอื่นในนามของเรา

เราไม่ได้ป่วยเกินไป พิการเกินไป วิตกจริตเกินไป ซึมเศร้าเกินไป วิกลจริตเกินไป คลั่งเกินไป แปลกปลอมเกินไป เด็กไป แก่ไป อ้วนไป ผอมไป หรือเควียร์มากเกินกว่าที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและอนาคตของเราเองได้ เราต่างก็จ่ายยารักษาตัวเองกันทั้งนั้น อำนาจในการลิขิตชีวิตของเราเองจะเป็นที่ประจักษ์ เราแต่ละคนต่างร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างมากกว่าที่หมอที่ไหนเคยทำได้ และเราจะร่วมสร้างชุมชนเพื่อสนับสนุนกันและกันต่อไปบนรากฐานของหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เราปฏิเสธการแบ่งแยก กาย ใจ และตัวตนออกจากกัน ความรุนแรงต่อส่วนในส่วนหนึ่งของเราก็ตามคือความรุนแรงต่อเราทั้งหมด เราเชื่อว่าอาการป่วยเรื้อรังที่ระบาดในชุมชนของเราคือผลของสงครามบั่นทอนที่เล็งเป้ามาที่เรายาวนานหลายศตวรรษ เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ในสุญญากาศ และในการดูแลสุขภาพของพวกเรา เราจำเป็นที่จะต้องเยียวยาด้วยกัน เยียวยาซึ่งกันและกัน และเยียวยาโลกของเรา เราจะเยียวยาความเสียหายจากเส้นเขตพรมแดนและรัฐ จากรัฐบาลและอำนาจ จากทุนนิยมและจักรวรรดินิยม

เรามองเห็นประวัติศาสตร์ของการทดลองพันธุกรรม ตั้งแต่ค่ายกักกันของนาซี การวางระบอบแบ่งแยกเพศเป็นสองขั้วตามแบบตะวันตกในอาณานิคม ไปจนถึงการตรวจพรหมจรรย์ของผู้หญิงเอเชียใต้และผู้หญิงผิวสีคนอื่นในสหราชอาณาจักรในยุค 70 ตั้งแต่การบังคับทดลองการทำหมันและการคุมกำเนิดที่กระทำต่อผู้หญิงในเปอร์โตริโก ไปจนถึงคนผิวดำและผิวน้ำตาลหลายต่อหลายพันคนที่เสียชีวิตในวอร์ดจิตเวชของ NHS  ตั้งแต่การปฏิเสธสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของคนพิการ ไปจนถึงการปฏิเสธการเข้าถึงการทำแท้งของคนในทางเหนือของไอร์แลนด์และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เรามองเห็นการสำแดงตัวที่ยังดำเนินต่อไปของการแพทย์คลั่งพันธุกรรม​ผ่านการปฏิเสธอธิปไตยเหนือร่างกายของคนข้ามเพศอย่างเราทุกวันนี้ ตั้งแต่การบังคับผ่าตัดในทารกที่มีภาวะเพศกำกวม 02 การบังคับทำหมันในบางพื้นที่ในยุโรป การควบคุมตรวจตราและการให้ข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ ไปจนถึงการตั้งด่านควบคุมการผ่าตัดและการแพทย์

การต่อสู้เพื่ออธิปไตยเหนือร่างกายของเราไม่สามารถแยกออกจากการต่อสู้เพื่อการสืบพันธุ์ที่เป็นธรรมได้ การที่เราเรียกร้องการทำอะไรกับร่างกายตัวเองตามอยากจำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันกับข้อเรียกร้องให้การทำแท้งเข้าถึงได้และฟรี กับข้อเรียกร้องให้ยกเลิกบทลงโทษงานขายบริการทางเพศ และกับข้อเรียกร้องให้คนทุกคนกำหนดชีวิตตัวเองได้ เราต่อสู้เพื่อจุดจบของเส้นเขตพรมแดน ของคุก และของสถาบันตำรวจ และเพราะเราตระหนักว่าเราไม่ได้มีชีวิตเป็นอิสระจากสิ่งแวดล้อม การต่อสู้เพื่อการกำหนดชีวิตของเองและสุขภาวะของเราจึงเป็นต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางภูมิอากาศด้วย เราไม่ได้แยกออกจากสิ่งแวดล้อมของเรา เราไม่สามารถไปถึงสุขภาวะได้หากน้ำเป็นพิษ และผืนดินไหม้เกรียม

จะไม่มีคลินิค จะไม่มีหน่วยงาน/ฝ่ายบริหารใดๆ ทั้งนั้น เราจะทำวิจัยกันเอง เราจะทดลองกับร่างกายของเราเอง เราจะเยียวยาและเติบโตไปด้วยกัน เราจะสะสมและแบ่งปันความรู้ที่สะสมมาโดยอิสระและเข้าถึงได้ ยกเลิกคลินิก ยกเลิกจิตเวช ยกเลิกอุตสาหกรรมการแพทย์ นี่คือข้อเรียกร้องอย่างต่ำที่สุดของเรา และเราจะไม่ลดเพดานต่ำไปกว่านี้ เราเรียกร้องจุดจบของ ”การแพทย์” สายทุนนิยมและสายอาณานิคม

เราเรียกร้องให้ฮอร์โมนและบล็อคเกอร์ต่างๆ หาได้ตามร้านขายยา และมีใบจ่ายยาแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเมื่อต้องการ เราจำเป็นต้องเข้าถึงฮอร์โมนและบล็อกเกอร์ที่ปลอดภัยและฟรี ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม เราจำเป็นต้องมีโอกาสเลือกปริมาณโดสได้เอง เราจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิผลของแนวทางแต่ละแนวได้ ตอนนี้เราก็ใช้ ฮอร์โมนกันแบบนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นข้อเรียกร้องนี้เพียงต้องการบรรเทาความบรรเทาความอันตรายของการใช้เท่านั้น

การบำบัดอะไรก็ตามที่ทำได้ เราเรียกร้องให้เราสามารถใช้บริการโดยไม่ต้องนัดล่วงหน้าได้ หรือถ้าการบำบัดนั้นไม่เหมาะกับวิธีนี้ เราก็เรียกร้องให้เราสามารถรีเฟอร์ตัวเองได้ เราเรียกร้องการตรวจเลือดนิรนาม ทั้งทางไปรษณีย์และที่คลินิคต่อมไร้ท่อโดยไม่ต้องนัดล่วงหน้า โดยเราสามารถขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่คลินิคได้

เราเรียกร้องอิสระในการเปลี่ยนแปลงร่างกายได้โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผล เราเรียกร้องให้ยุติเงื่อนไขต่างๆ ก่อนการผ่าตัด ไม่ควรมีใครต้องพิสูจน์ประสบการณ์ชีวิตหรือสุขภาพของตัวเอง หรือต้องเทคฮอร์โมน เพื่อจะมีอธิปไตยเหนือร่างกายของตัวเอง เราเรียกร้องให้เราสามารถปรับแปลงการผ่าตัดเหล่านี้ ตามความจำเป็นและเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละคนได้ เราเรียกร้องสิทธิในการรับการผ่าตัดหลายครั้งได้ ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดเพื่อให้ร่างกายกลับคืนสภาพ ก่อนผ่าตัดครั้งก่อนหน้าด้วยหากต้องการ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องกลัวว่าเสียใจภายหลัง เราเรียกร้องการจัดเตรียมที่ทันท่วงทีและไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดอวัยวะเพศ การลดและเพิ่มขนาดหน้าอก การตัดมดลูก การตัดอัณฑะ การผ่าตัดหลอดลมและเส้นเสียง การศัลยกรรมหน้า การดูดไขมัน การศัลยกรรมเพิ่มลดเว้านูน การกรอผิวไมโคร การกำจัดขน การปลูกเส้นผม และกระบวนการอื่นใดก็ตามที่เป็นไปได้ ตามความประสงค์ที่เราแจ้ง 

เราเรียกร้องทรัพยากรสำหรับการกำจัดขนในทุกส่วนของร่างกาย และตัวเลือกที่จะใช้ยาชาเฉพาะที่ระหว่างกระบวนการต่างๆ นี้

เราเรียกร้องการโค้ชเสียงที่ไม่บังคับให้เราดัดเสียงโดยที่เราไม่ได้บอกว่าต้องการ แต่เป็นการโค้ชเสียงที่เคารพสำเนียงและสิทธิที่จะแสดงตัวตนของเราตามที่เราปรารถนา

เราเรียกร้องให้เราเข้าถึงการรับคำปรึกษาและการบำบัดอื่นใดก็ตามที่เราเลือก

เราเรียกร้องให้ถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์และพยาบาลตามคลินิคเพศทุกคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เราเรียกร้องอำนาจที่จะตรวจสอบและถามหาความรับผิดชอบจากผู้ใช้อำนาจการบริหารจัดการและอำนาจทางแพทย์โดยมิชอบ เพื่อไต่สวนความไม่เป็นธรรมทั้งที่ผ่านมาและในปัจจุบัน

เราเรียกร้องการฝึกอบรมทางการแพทย์เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินการกระบวนการและการวิจัยทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อกันและกันได้ โดยฝึกอบรมให้กับพวกเราคนไหนก็ตามที่อยากเรียนรู้ การจะพัฒนาองค์ความรู้ร่วมของเราเพื่อที่วิธีต่างๆ ในการเข้าใจร่างกายของเราจะเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ เราเรียกร้องให้พัฒนาคุณภาพของยาที่เราใช้และกระบวนการการแพทย์ต่างๆ ที่เราใช้บริการ ให้ลดผลข้างเคียงในระยะยาว และให้เน้นย้ำประสบการณ์และความเข้าใจที่พวกเราเองมีต่อผลที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

เราเรียกร้องศูนย์วิจัยและห้องสมุดขององค์ความรู้ โดยคนข้ามเพศ เพื่อคนข้ามเพศ ที่เราจัดการกันเองอย่างเป็นเอกเทศและไม่มีลำดับชั้น ที่ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีสถานะเท่าเทียมกับผู้วิจัยและตัดสินใจได้ว่าจะทำการทดลองอะไร และทดลองด้วยท่าทีอย่างไร เราเรียกร้องเงินสนับสนุนเต็มจำนวนให้กับการวิจัยหรือโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการโดยกลุ่มคนเหล่านี้

เราเรียกร้องการศึกษาภาคบังคับในทุกระดับชั้น ที่มีคนข้ามเพศเป็นผู้กำหนดหลักสูตรและสอนทั้งหมด ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับผู้ใหญ่ เด็กข้ามเพศจำเป็นต้องเข้าใจตัวเอง โดยผ่านบริบทของร่างกาย ชีวิต และประสบการณ์ของตัวเอง เราต้องเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากมาตรา 28 ซึ่งยังมีผลต่อเด็กข้ามเพศถึงทุกวันนี้อยู่

เราเรียกร้องการชดเชยด้วยสินทรัพย์สำหรับประวัติศาสตร์ที่คนข้ามเพศถูกคุกคามมา และสำหรับคนทุกคนที่ถูกทำร้ายโดยนโยบายและหลักปฏิบัติทางการแพทย์ที่คลั่งพันธุกรรม

เราเรียกร้องให้ยุติการมีสูจิบัตรและเพศทางกฎหมาย การจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเพศควรเป็นนิรนาม และทำต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามประเมินผลความเท่าเทียมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือองค์กรใดๆ ก็ตาม ต่างไม่มีเหตุผลดีพอที่จะมีทะเบียนข้อมูลของคนข้ามเพศ สูจิบัตรไม่ได้เป็นแค่เพียงความรุนแรงต่อคนข้ามเพศ แต่ยังเป็นมือไม้ให้กับการกดขี่ของรัฐเหนือผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ “ไร้เอกสารสิทธิ” ด้วย

เราเรียกร้องที่พักอาศัยที่มีคุณภาพดี เข้าถึงได้ และปลอดภัยสำหรับคนทุกคน และเราเรียกร้องทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับคนข้ามเพศและคนขายชอบในการจัดตั้งชุมชนและบ้านสหกรณ์เพื่อการทำสิ่งต่างๆ

เราเรียกร้องให้ปลดแอกคนข้ามเพศจากสัญญาและข้อตกลงของตำรวจ กองทัพ และรัฐบาล โดยไม่มีผลกระทบตามหลัง เราปฏิเสธระบบการแบลคเมล์ที่องค์กรและรัฐบาลใช้ โดยการ “ให้รางวัล”คนข้ามเพศที่ทำงานได้ด้วยการเบามือการทารุณให้น้อยลงหน่อย เพื่อตอบแทนการสูบรีดแรงงานไปจากเรา  เราจะไม่ปล่อยให้มีการพิงค์วอท์ช 03 ความรุนแรงของทุนนิยม จักรวรรดินิยม และภาครัฐ

เราเรียกร้องให้นิรโทษ ให้ความช่วยเหลือด้วยงบสาธารณะ และมอบสิทธิที่จะพำนักโดยถาวร ให้แก่ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่เป็นคนข้ามเพศ เป็นเลสเบี้ยน เกย์ และไบเซ็กชวลทุกคน ไม่มีใครผิดกฎหมาย

เราเรียกร้องให้ปล่อยตัวและอภัยโทษผู้ต้องขังข้ามเพศทุกคน

ปฏิบัติการเอดินบะระเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ

 

ต้นฉบับ/Original Text

Trans Health Manifesto

INTRODUCTION

Following the centuries-long repression of trans lives at the hands of the state, the next stage in the UK government’s war of bureaucratic attrition is the recent publication of an NHS consultation that fails in every possible capacity, and a survey that gathers less data than we’ve already presented them. We call upon everyone fighting for the health of trans people to boycott this consultation & the survey, and reject its procedures & results in full. We encourage hostile participation in the form of direct submissions of demands that don’t react to the questions posed or restrict themselves to the scope imposed by the government.

We wholly reject the NHS’s attempt to codify the abuse, torment & traumatisation of trans people under the guise of ‘healthcare’. We demand accountability for the historic & present abuse of power that the NHS has encouraged glorified psychiatrists to carry out. You do not own our bodies, you cannot control our lives, and you will not prevent our needs being met. We will not tolerate compromise.
The following living document is our vision for trans futures. We do not consider that our work will ever be complete, there will always be greater things on the horizon. As such, this manifesto is not final, but an open draft which will evolve as we do. This is our call to action. We will fight anyone who stands in the way of universal liberation. This is war, and we will win.

TRANS HEALTH MANIFESTO

Trans health is bodily autonomy. We will express our needs, and they will be met. We will change our bodies however we want. We will have universally accessible and freely available hormones & blockers, surgical procedures, and any other relevant treatments and therapies. We will end the medical gatekeeping of our bodies. We will have full, historical accountability for the abuses perpetuated against us in the name of ‘healthcare’. We will see reparations for these crimes, and the crimes committed against others in our names.

We are not too ill, too disabled, too anxious, too depressed, too psychotic, too Mad, too foreign, too young, too old, too fat, too thin, too poor, or too queer to make decisions about our bodies and our futures. We are all self-medicating. Our agency will be recognised. We each labour far harder for the health of ourselves and those around us than any doctor ever has, and we will continue build supportive communities on principles of mutual aid.

We deny the separation of bodies, minds, and selves – a violence against any part of us is a violence against all of us. We believe that the epidemic of chronic conditions in our communities is a consequence of the war of attrition waged against us over centuries. We do not exist in isolation, and it is essential to our healthcare that we are all healing together, healing each other, and healing our world. We will heal the damage of borders and states, government and authority, capitalism and imperialism.

We recognise that the history of trans medicine is a history of colonial and fascist abuse. We see the history of eugenicist experimentation from Nazi concentration camps, to the colonial implentation of the West’s regime of the gender binary, to virginity tests for South Asian and other Women of Colour in the UK in the 1970s; from the sterilisation & birth control trials forced on the women of Puerto Rico, to the thousands of Black and brown people who have died on NHS psychiatric wards; from the denial of the reproductive rights of disabled people, to the denial of access to abortions to people in the North of Ireland and the Republic of Ireland, past and present. We see the continued manifestation of eugenicist medicine in the denial of our bodily autonomy as trans people today: from coercive surgeries on intersex infants, to forced sterilisation in parts of europe, policing of and misinformation regarding our sexual reproduction, to gatekeeping of surgeries and medicines.

Our fight for bodily autonomy cannot be separated from our fight for reproductive justice. The demand to do what we want with our bodies is necessarily a demand for free and accessible abortions, for the decriminalisation of sex work, and for universal self-determination. We fight for an end to borders, prisons and police. We recognise that we do not exist independently of our environment, and so our fight for self-determination and health is a fight for climate justice, too. We are not separate from our environment, health is unattainable while the water is poisoned and the land is scorched.

There will be no clinics, and no authorities. We will conduct our own research, and experiment with our own bodies. We will heal and grow together. We will accumulate knowledge and share it freely and accessibly. We demand nothing less than the total abolition of the clinic, of psychiatry, and of the medical-industrial complex. We demand an end to capitalist & colonialist “medicine”.

We demand hormones & blockers are made available over-the-counter and by free prescription upon request. We need free, universal access to safe hormones & blockers at any age, the opportunity to decide our own doses, and universally accessible information on the safety & efficacy of different regimens. We are already taking hormones in this way, so this demand is simply that the danger of doing so is effectively mitigated.

We demand that all therapies that can be are made available at drop-ins, with self-referral for any therapy or procedure for which drop-in is unsuitable.

We demand anonymous blood tests, both postal & at drop-in endocrinology clinics, where we can seek the advice of a consultant if we wish.

We demand the freedom to alter our bodies without justification. We demand an end to all surgical prerequisites – nobody should have to prove life experience,health or have to be taking hormones in order to exercise bodily autonomy. We demand that these surgeries can be highly customised to meet our individual & unique needs. We demand the right to multiple surgeries, including reversal of previous surgeries if desired, so that we do not have to fear regret. We demand the free & timely provision of genital surgeries, additive & reductive chest surgeries, hysterectomies and orchiectomies, tracheal & vocal surgeries, facial surgeries, lipoplasty, contouring & microdermabrasion, surgical hair removal & transplantation, and any other possible procedure to meet our needs as we express them.

We demand resources for hair removal anywhere on our bodies, and the option of local anesthetic during these procedures.

We demand voice coaching that does not coerce us to alter our voices in ways we do not express a need for, but respects our accents and our right to express ourselves however we desire.

We demand access to counselling & and any other therapies we choose.

We demand the revocation of medical licenses from all gender clinic doctors & nurses, past and present.

We demand the power to hold abusers of medical & administrative power accountable for historical & present injustices.

We demand medical training to enable us to safely carry out medical procedures & research for each other, for anyone of us who wants to learn. We will enhance our collective knowledge, so that the means to understand our bodies is universally accessible. We demand to improve the quality of medications we take and procedures we undergo, to reduce negative side-effects in the long term, and to highlight our own experience and understanding of their effects on our bodies.

We demand research centres & libraries of knowledge, autonomously & horizontally organised by and for trans people, in which research subjects are equal participants in deciding the experiments conducted & the manner in which those experiments are carried out. We demand full funding for any research or projects undertaken by these collectives.

We demand mandatory education, written & taught entirely by trans people, at all educational stages, from nursery to adulthood. Trans kids have a need to understand themselves, in the context of their own bodies, lives & experiences. We must repair the damage done by section 28, the legacy of which is still causing harm to today’s children.

We demand material reparations for historical abuses against trans people, and for all people hurt by eugenicist medical practices and policies.

We demand an end to birth certificates and to legal gender. Gender records should be anonymised, and only ever recorded as part of equalities monitoring. Neither government, nor any institution, has any justification for keeping a register of trans people. Birth certificates are not just a violence against trans people, they are a material to the state’s oppression of “undocumented” immigrants and asylum seekers.

We demand good quality, accessible & safe homes for all; and demand adquate resources to trans and marginalised people to establish communes & housing co-operatives to schemes and projects.

We demand that trans people are immediately freed from police, military & government contracts without repercussions. We reject the system of blackmail that corporations and governments engage in, whereby trans people who can work are “rewarded” with slightly less mistreatment in exchange for the exploitation of our labour. We will not allow pinkwashing of the violence of capitalism, imperialism and the state.

We demand amnesty, recourse to public funds and indefinite right to remain for all trans, lesbian, gay and bisexual immigrants & asylum seekers. No one is illegal.

We demand immediate release & pardon for all trans prisoners.

Edinburgh Action for Trans Health

ต้นฉบับจาก Edinburgh Action for Trans Health

Notes
  1. National Health Service (NHS) ระบบบริหารสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร จัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) []
  2. ผู้แปลเลือกใช้คำว่าภาวะเพศกำกวม (intersex) ตามคำศัพท์ทางการแพทย์ในภาษาไทย อย่างไรก็ตาม คำว่า ’กำกวมมีความหมายที่เกินเลยจากคำว่า ‘intersex’ เนื่องจากแฝงไปด้วยนัยยะด้านลบหรือการตัดสินสภาพของเพศผ่านขั้วตรงข้ามแบบชายหญิง ทั้งหมดนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ตัวแถลงการณ์สุขภาวะคนข้ามเพศเองเรียกร้องให้แก้ไข หากแปลโดยไม่อิงกับศัพท์ทางการแพทย์ ผู้เขียนจะเลือกแปลคำนี้ว่า ภาวะระหว่างเพศขั้วตรงข้าม []
  3. แนวคิดเรื่อง Pinkwashing หมายถึงการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง ด้วยการอ้างเรื่องการส่งเสริมหรือปกป้องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ []

A Killjoy Manifesto

A Killjoy Manifesto

แมนิเฟสโต้คิลจอย

Written by Sara Ahmed

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย ซาร่า อาเหม็ด

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

ขอขอบคุณ Duke University Press
ผู้อ่านสามารถเข้าถึงต้นฉบับได้ที่: 

Conclusion 2. A Killjoy Manifesto ,” in Living a Feminist Life, Sara Ahmed , pp. 251-268. Copyright, 2017, Duke University Press.

All rights reserved. Republished by permission of the copyright holder. www.dukeupress.edu


See original English here: https://read.dukeupress.edu/books/book/1933/chapter-abstract/191616/Conclusion-2A-Killjoy-Manifesto?redirectedFrom=fulltext

คำแปล/Translation

แมนิเฟสโต้คิลจอย

แมนิเฟสโต้: แถลงการณ์แห่งหลักการคำแถลงแห่งพันธกิจ แมนิเฟสโต้: คำประกาศเจตจำนงของปัจเจกหรือองค์กรหรือกลุ่มคนคนหนึ่งจะเขียนแมนิเฟสโต้เกี่ยวกับอย่างองค์ร่างคิลจอย (killjoy) 01 หรือกิจกรรมการคิล-จอย (killing joy) ได้อย่างไร?

แมนิเฟสโต้: การทำให้บางสิ่งปรากฏชัดแจ้ง ในการอภิปรายเกี่ยวกับ สกัม แมนิเฟสโต้ (scum manifesto) เขียนโดยแวเลอรี โซลานาส (Valerie Solanas) 02 มอยแนน คิง (Moynan King) ชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติข้อนี้ของแมนิเฟสโต้ ว่ามันคือการทำให้บางสิ่งปรากฏ เธอเขียนว่า “ในฐานะแมนิเฟสโต้ จุดมุ่งหมายของสกัมคือการทำให้ระเบียบใหม่ของความคิดปรากฎ ทำให้ระเบียบนี้เป็นสิ่งที่สามารถรับรู้ได้” การทำเช่นนั้นยังเป็นการรวนระเบียบความคิดไปในตัว แมนิเฟสโต้มักแสดงสิ่งที่มันเรียกร้องในวิธีที่น่าแปลกใจหรือตกใจ เพราะมันเปิดโปงความรุนแรงของระเบียบหนึ่งๆ  แมนิเฟสโต้เฟมินิสต์เปิดโปงความรุนแรงของระบอบปิตาธิปไตย ความรุนแรงที่ฉันเรียกว่า “จักรกลแห่งเพศ” (the machinery of gender) ในบทที่ 2

แมนิเฟสโต้ไม่เพียงแต่ก่อกวน มันมุ่งที่จะก่อกวน เพียงแค่ทำให้บางสิ่งปรากฏก็อาจจะมากพอที่จะก่อกวนแล้ว ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างการทำให้ปรากฏและการก่อกวนนี้เองที่มีนัยยะต่อการเขียนแมนิเฟสโต้คิลจอย

แมนิเฟสโต้คิลจอยต้องหยั่งรากฐานตัวเอง(ลง)ในสิ่งที่มีอยู่ ทำไมข้อนี้ถึงสำคัญเหรอ? เพราะมันเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้า การละเมิดอำนาจที่แย่ที่สุดบางกรณีที่ฉันพบเจอในสถาบันการศึกษา คือตอนที่คนหยิบหลักการของความเท่าเทียมมาใช้ ราวกับจะบอกว่า ขอบเขตและกฎต่างๆ เกี่ยวกับลำดับขั้นเสียหมด เพราะฉะนั้น เราเป็น “อิสระที่จะทำอะไรที่เราอยากทำ” ซึ่งจริงๆ แล้ว “ทำอะไรที่เราอยากทำ” ยังคงหมายถึง “ทำในสิ่งที่ฉันอยากให้คุณทำ” ในเมื่อ “เรา” ประกอบไปด้วย “ฉัน” ที่มีอำนาจ และ “คุณ” ที่เป็นเบื้องล่างในสมการตำแหน่งในองค์กร ตรงนี้เอง “ทำในสิ่งที่เราต้องการ” ไม่เพียงแต่มองได้ว่าเป็นการแสดงถึงหลักการความเท่าเทียม แต่ยังกลั่นความหมายออกมาได้ด้วยว่าเป็นการขบถต่อบรรทัดฐานและอำนาจของสถาบัน (พวกเขาพยายามจะห้ามไม่ให้เรามีความสัมพันธ์เพราะเขายึดขอบเขตและการแบ่งแยกที่เราสละเพราะเราเป็นแรดิคัลอิสระ (free radicals) แมนิเฟสโต้คิลจอยไม่สามารถเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปลดปล่อยแรดิคัล (freeing of radicals) เพื่อขวนขวายแผนการของพวกเขาเอง

ดังนั้นแมนิเฟสโต้คิลจอยจึงเริ่มด้วยการยอมรับถึงการมีอยู่ของความไม่เท่าเทียม การยอมรับนี้ถูกแสดงโดยตัวคิลจอยเอง: เธอคิล-จอยเพราะสิ่งที่เธออ้างว่ามีอยู่ เธอต้องย้ำสิ่งที่อ้างอยู่ร่ำไปเพราะเธอยังต้องแย้งคำค้านที่ปฏิเสธว่าสิ่งที่เธออ้างไม่มีจริง คิลจอยจึงมักถูกมองว่าเป็นนักรังสรรค์ เป็นผู้นำมาซึ่งสิ่งที่เธออ้างถึง หรือ หากจะใช้ศัพท์ในบทที่ 6 เธอมักถูกมองว่าเป็นผู้สร้างกำแพง ถ้าแมนิเฟสโต้คิลจอยแสดงให้เห็นว่าการปฏิเสธความไม่เท่าเทียมภายใต้การแอบอ้างความเท่าเทียมนั้นเป็นเทคนิคหนึ่งของอำนาจอย่างไรแล้ว หลักการที่ถูกสาธยายในแมนิเฟสโต้นั้นจึงไม่สามารถถูกบัญญัติขึ้นได้จากคำกล่าวอ้างว่าอะไรมีอยู่ แมนิเฟสโต้คิลจอยจึงเกี่ยวกับการทำให้สิ่งที่มีอยู่ปรากฏ ด้วยแรงงานแห่งการทำให้บางสิ่งปรากฏชัดแจ้งเราเขียนแมนิเฟสโต้

การดิ้นรนเพื่อเสรีภาพคือการดิ้นรนต้านการกดขี่ แองเจลา เดวิส (Angela Davis) เขียนใน Blues Legacies and Black Feminism เพื่อแสดงให้เห็นว่าการพูดให้ชัดถึงความโหยหาเสรีภาพที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม สามารถเป็นตัวแทนเสรีภาพ “ในรูปแบบที่ทันใดและเข้าถึงได้กว่า” ได้อย่างไร ด้วยการกดขี่เสรีภาพจึงถูกแสดงออก แมนิเฟสโต้เป็นสิ่งจำเป็นเมื่อการดิ้นรนจำเป็นต่อการแสดงออกบางสิ่ง เหตุนี้เองทำให้แมนิเฟสโต้เองก็จัดหมวดอยู่ในประเภทของคิลจอย เราต้องพูดออกมา เพราะยังมีสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ แมนิเฟสโต้อุทธรณ์ข้อเรียกร้องด้วยการเป็นสิ่งที่ไม่น่าใฝ่หา: แมนิเฟสโต้ไม่ใช่การเขียนที่น่าอภิรมย์ตามค่านิยมหรือมาตรฐานที่มีอยู่ มันไม่สามารถเป็นได้: มันต้องบีบคั้นเพื่อจะได้พูดออกมา ถึงกระนั้นแมนิเฟสโต้ก็ยังน่าใฝ่หาสำหรับคนที่อ่านมัน แมนิเฟสโต้อุทธรณ์เรียกร้องบางสิ่งด้วยการดึงดูดบางคน แมนิเฟสโต้คิลจอยดึงดูดเหล่าคิลจอย

แมนิเฟสโต้มันน่าอึดอัดเพราะมันแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่จำเป็นต่อการเลี้ยงข้อตกลง มันไม่ใช่แค่ว่าคิลจอยเฟมินิสต์มีแมนิเฟสโต้ ตัวคิลจอยเฟมินิสต์เองคือแมนิเฟสโต้ เธอประกอบร่างรอบความรุนแรง หนทางที่เธอกลายเป็นผู้มีความหมาย เป็นผู้ให้ความหมาย คือวิธีที่เธอเปิดโปงความรุนแรง จงจำว่าคำว่า คิล ใน คิลจอย องค์ร่างนี้ทำให้เราหวนนึกถึงว่าเฟมินิสม์ถูกเข้าใจว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการฆ่าอย่างไร การเรียกร้องจุดจบของระบบที่ก่อร่าง “ผู้ชาย” มักถูกเข้าใจว่าเป็นการฆ่าผู้ชาย เราคงเปรียบเทียบร่างเฟมินิสต์นักสังหารกับร่างคิลจอยเฟมินิสต์ได้จริงๆ สิ่งที่แวเลอรี โซลานาสทำในแมนิเฟสโต้ของเธออย่างฉาวโฉ่คือการทำให้แฟนตาซีของเฟมินิสต์นักสังหารเป็นจริง ผ่านการจินตนาการคอลเลคทีฟของเฟมินิสต์  (feminist collective)หรือวิธีการคิดแบบสกัม (scum ย่อมาจาก Society for Cutting Up Men หรือแก๊งเฉือนผู้) เราไม่ควรจะประหลาดใจ เพราะหนึ่งในประเด็นที่เธอถือว่าเกินขอบเขตคือการอ่าน scum Manifesto แบบตามตัวอักษร มันถูกปัดตกว่าเป็นเช่นนั้น หรือถูกปัดตกเพราะการอ่านแบบตรงตัวตามอักษรนั้นจะได้ความว่ามันมุ่งที่จะกำจัดผู้ชายเสีย แมนิเฟสโต้นี้ได้ผลเพราะมันทำให้เกิดการยึดตามตัวอักษรที่นำไปสู่การปัดตกตัวมันเอง ฉันสังเกตเห็นการยึดตามตัวอักษรในฐานะการปัดตกระหว่างที่เขียนบล็อค feminist killjoy 03 ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ฉันทวิตลิ้งไปบล็อกชื่อ “ผู้ชายคนขาว” (“whie men”) ชายคนขาวคนหนึ่งรีทวิตไปและชายคนขาวอีกคนเรียกบล็อกนั้นว่า “genosuicide” 04 หรือการฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเองตาย 1 Genosuicide: การฆ่าคนอย่างดื้อด้าน หรืออีกครั้งหนึ่งตอนที่นักเรียนที่มหาวิทยาลัย Goldsmiths ชื่อ บาฮาร์ มุสตาฟา (Bahar Mustafa) ถูกกล่าวหาว่าใช้แฮชแทค #killallwhitemen (#ฆ่าผู้ชายคนขาวให้หมด) 2. แวเลอรี โซลานาสถูกฟื้นคืนชีพด้วยโซเชียลมีเดีย ตายละ แต่แน่นอนแหละว่าถ้าแฮชแทคนี้ทำให้แฟนตาซีเป็นจริงตามตัวอักษร ถ้างั้นเธอก็ประสบกับแฟนตาซีจริงๆ แฮชแทคถูกเปลี่ยนกลับให้เป็นคำสั่ง ถูกรับฟังในฐานะการวางแผนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

องค์ร่างของเฟมินิสต์นักสังหารมีประโยชน์: มันอนุญาตให้การอยู่รอดของผู้ชายขึ้นตรงกับการกำจัดเฟมินิสม์ ความสร้างสรรค์แบบเฟมินิสต์มากมายได้ทำให้แฟนตาซีเป็นจริงตามตัวอักษร ทั้งๆ ที่แฟนตาซีเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากเรา นั่นรวมถึงภาพยนตร์ A Question of Silence (เขียนถึงในบทที่ 8 และ 9) ในเรื่องผู้ชายที่ถูกฆ่าในนามของการแก้แค้นเฟมินิสต์แทนที่ผู้ชายทั้งหมด และแน่นอนว่าในทางหนึ่งคุณก็รุนแรงในการเปิดโปงความรุนแรง ถ้าคุณปล่อยให้ความรุนแรงหลุดออกมาจากปลายปากกา ไหลผ่านตัวคุณ คุณต้องปล่อยให้ความรุนแรงนั้นสาดกระเซ็นไปทั่วหน้ากระดาษ และในทางหนึ่งคุณกำลังเรียกร้องจุดจบของผู้ชายผิวขาวเพราะคุณกำลังเรียกร้องจุดจบของสถาบันที่สร้างพวกเขาขึ้นมา “ผู้ชายคนขาว” คือสถาบัน ดังที่ฉันได้อภิปรายไว้ในบทที่ 6  เราไม่ต้องจบชีวิตเขา แต่แน่นอนในอีกระดับหนึ่งมันเป็นการยากที่จะปล่อยร่างของเฟมินิสต์นักสังหารกว่าการปล่อยร่างคิลจอยเฟมินิสต์ เฟมินิสต์ไม่ได้เรียกร้องความรุนแรง เรากำลังเรียกร้องจุดจบของสถาบันที่ส่งเสริมความรุนแรงและที่ทำให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ความรุนแรงมากมายที่สถาบันส่งเสริมถูกปกปิดด้วยวาทกรรม อันตรายจากคนนอก  (stranger danger) ดังที่ฉันได้อภิปรายตลอดเล่ม นั่นคือการอนุมานว่าความรุนแรงเกิดขึ้นจากคนนอกเท่านั้น เพราะเราเปิดโปงความรุนแรงเราจึงถูกมองว่าเป็นคนรุนแรง ราวกับว่าความรุนแรงที่เราพูดถึงเกิดขึ้นจากตัวเรา

การเป็นคิลจอยอาจหมายถึงการถูกเข้าใจว่าเป็นคนที่คร่าชีวิตชีวาเพราะหลักการชีวิตและหลักการความสุขถูกผูกติดกันแน่นเหลือเกิน ดังนั้นการต้านความสุขจึงถูกมองว่าเป็นการต้านชีวิต และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วการเป็นคิลจอยมีความเสี่ยงทางชีวิต มันไม่ใช่ว่าการถูกมอบหมายให้เป็นคิลจอย (และดังที่ฉันได้โต้แย้งไปแล้ว เธอเริ่มต้นหน้าที่เพราะคิลจอยเฟมินิสต์ประกาศตัวจากตำแหน่งของความอยู่ภายนอก-เธอมีชีวิตของเธออยู่แล้วก่อนที่เราจะมอบหมายบทบาทนี้ให้เธอ) เราต้องยินยอมหรือสามารถที่จะน้อมรับบทบาทนี้เสมอ ที่จริงแล้ว เหมือนที่ฉันได้สำรวจในส่วนที่ 1 องค์ร่างของคิลจอยเฟมินิสต์มักโผล่ขึ้นมาในสถานการณ์ของความเจ็บปวดรวดร้าวและความลำบาก: เวลาที่เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะ ปฏิบัติตนตามหน้าที่ครอบครัวอันเป็นวัตถุแสนสุข ลองคิดว่า เธอไปสั่นคลอนวัตถุนั้น ด้วยการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ตั้งอยู่ทนโท่ ก็อีกนั่นแหละคุณไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์หัวใสหรืออะไร แต่ก็นะ สุดยอดของความรู้สึก: เวลาที่ความรู้สึกลบๆ ทั้งหมดที่ไม่ถูกเปิดเผยเวลาครอบครัวไปกันได้ ถูกพอกไว้กับคนคนนั้นที่แสดงให้เห็นว่าครอบครัวไม่ได้ไปกันได้จริงๆ ฉันจะไม่มีวันลืมความรู้สึกที่อยากจะกำจัดตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ฉันถูกเข้าใจว่าเป็นคนก่อ

ช่างเป็นเรื่องน่าเซ็ง เราก็น่าเซ็ง

แมนิเฟสโต้คิลจอยมีเพื่อน: หนังสือที่ถล่มสิ่งต่างๆ หนังสือที่ปฏิบัติการเบ้ปากร่วมกัน จะอ่าน The Dialectic of Sex เป็นแมนิเฟสโต้คิลจอยก็ได้ หนังสือเล่มนี้มักถูกเมินอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลที่ว่า มันคะเนว่าเทคโนโลยีจะปลดปล่อยผู้หญิงจากชีววิทยา เป็นหนังสือที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อการแบ่งงานทางเพศวางโครงสร้างให้กับทุกสิ่งแล้ว ก็จะไม่มีสิ่งใดที่ปลดปล่อยใครได้ ซาร่า แฟรงคลิน (Sarah Franklin) อธิบายถึงวิธีการที่ “ปึกใหญ่ของแมนิเฟสโต้ของไฟร์สโตน (Firestone’s manifesto) เล่มนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์สิ่งที่ปกปักการแบ่งชั้นทางเพศมาชั่วกัปชั่วกัลป์” The Dialectic of Sex เป็นชิ้นงานที่มีความหวังเพราะมันคำนึงว่าการปลดปล่อยเป็นเรื่องยากที่จะได้มา ก็ไม่น่าแปลกใจที่เธอก็มีช่วงคิลจอยของเธอ ไฟร์สโตนอยากจะอธิบายว่าทำไมระบบที่ไม่ได้เรื่องยังไปต่อได้ ระบบที่เธอมั่นใจว่ามันจะฆ่าเราทั้งหมดในที่สุด เพื่อหาคำอธิบายเธอหันไปหาความรัก ความรักใคร่ และครอบครัว สถาบันเหล่านี้เป็นคำมั่นของความสุข สถาบันหนึ่งๆ สามารถถูกจัดแจงในกรอบของคำมั่น และมันก็กลายเป็นวิธีในการจัดแจงการมีชีวิตด้วยการอนุมานว่ายิ่งใกล้ชิดรูปแบบหนึ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งใกล้เป้าหมายมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็แหงหละที่ ชูลามิธ ไฟร์สโตน (Shulamith Firestone) หันไปมองความสุขเมื่อมาทางนี้แล้ว ดังที่ฉันได้พูดถึงไปแล้วไฟร์สโตนอธิบาย “การกระทำการในฝัน” สำหรับการเคลื่อนไหวปลดปล่อยผู้หญิงว่าเป็นการแบนรอยยิ้ม บางทีเราอาจจะเรียกการกระทำการนี้ แบบที่ลิซา มิลแบงค์ (Lisa Millbank) เรียกว่า การนัดหยุดยิ้ม (smile strike) เพื่อเน้นย้ำธรรมชาติของความเป็นหมู่ เราจะประท้วงด้วยการไม่ยิ้มด้วยกัน การกระทำเป็นหมู่อันก่อร่างจากการกระทำของปัจเจก (การไม่ยิ้มถือเป็นการกระทำการเมื่อการยิ้มถือเป็นข้อจำเป็นที่เรียกร้องจากผู้หญิง และจากคนที่ต้องรับใช้คนอื่นไม่ว่าจะได้เงินหรือไม่ก็ตาม) แต่ก็เป็นการกระทำที่ต้องการมากกว่าคนคนเดียว การนัดหยุดยิ้มเป็นเรื่องจำเป็นต่อการประกาศกร้าวถึงความไม่เห็นด้วยของเราและความไม่เป็นสุขกับระบบ

เราต้องคงความไม่เป็นสุขกับโลกนี้

องค์ร่างของคิลจอยเฟมินิสต์เข้าใจได้เมื่อเราวางเธอในบริบทของการวิพากษ์ความสุขแบบเฟมินิสต์ ฉันได้อภิปรายบางส่วนในบทที่ 2  ความสุขถูกใช้เพื่อทำให้บรรทัดฐานทางสังคมเป็นสินค้าทางสังคม

เหมือนที่ซิม็อน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) ได้อธิบายไว้อย่างเฉียบแหลมว่า “มันเป็นเรื่องง่ายเสมอที่จะเรียกสถานการณ์หนึ่งๆ ว่าเป็นสุข หากสถานการณ์นั้นเป็นสถานการณ์ที่คนต้องการ จัดตำแหน่ง[คนอื่น]” การปฏิเสธที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้อาจเป็นการปฏิเสธความสุขที่ถูกใฝ่หา การมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงคือการร่วมดิ้นรนต้านความสุขการไขว่คว้าหาควาสุขนี้เองที่กำหนดขอบฟ้าที่ปกคลุมการเรียกร้องทางการเมืองเรา เราสืบทอดขอบฟ้านี้มา

คิลจอยคนหนึ่งกลายเป็นแมนิเฟสโต้เมื่อเรายินยอมที่จะสวมร่างนี้ ที่จะประกอบชีวิตไม่ใช่ในฐานะเธอ (ฉันอภิปรายความเสี่ยงของการอนุมานว่าเราเป็นเธอในบทที่ 7) แต่รอบๆ ตัวเธอ เป็นเพื่อนเธอ เรายินยอมที่จะคิล-จอยเพราะโลกที่มอบหมายคนนั้นคนนี้หรือคนบางกลุ่มให้เป็นคิลจอยไม่ใช่โลกที่เราอยากเป็นส่วนหนึ่ง การยินยอมที่จะคิล-จอยคือการเปลี่ยนแปลง (transform) คำพิพากษาให้เป็นภารกิจ แมนิเฟสโต้: วิธีการที่คำพิพากษากลายเป็นภารกิจ

จากประสบการณ์ลำบาก ประสบการณ์ที่บอบช้ำจากโครงสร้างที่ไม่แม้แต่จะเปิดเผยตัวต่อคนอื่น เราได้พลังงานในการขบถ จากสิ่งที่เราเผชิญ เราได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับคู่ต่อสู้ ร่างกายของเรากลายเป็นเครื่องมือ ความเดือดดาลของเรากลายเป็นความป่วยไข้ เราอ้วก สำรอกทุกสิ่งที่ถูกร้องขอให้กลืนเข้าไป ยิ่งเราถูกทำให้ป่วยแค่ไหน ท้องไส้ของเรายิ่งกลายเป็นสหายเฟมินิสต์ เราเริ่มที่จะรู้สึกถึงน้ำหนักของประวัติศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราประจักษ์ถึงน้ำหนักของประวัติศาสตร์ มันก็ยิ่งหนักอึ้ง

เราฟิวส์ขาด เราฟิวส์ขาดภายแรงกดทับ สรรพสิ่งแตกได้ แมนิเฟสโต้ถูกเขียนขึ้นจากความฟิวส์ขาดของเฟมินิสต์ แมนิเฟสโต้คือความฟิวส์ขาดของเฟมินิสต์

และ: ในฐานะเฟมินิสต์เราประจักษ์เห็นปัญหาที่เฟมินิสม์ก่อ ฉันขอริอาจเดา: ปัญหาเฟมินิสต์เป็นส่วนขยายของปัญหาทางเพศ (gender trouble) (Butler 1990) จะขอพูดเจาะจงกว่านั้น: ปัญหาเฟมินิสต์คือปัญหากับผู้หญิง เวลาที่เราปฏิเสธที่จะเป็นผู้หญิงตามระบอบปิตาธิปไตยนิยมเพศตรงข้าม (heteropatriarchal)ที่มองผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตสำหรับผู้ชายแล้ว เราก็กลายเป็นปัญหา เราเข้าไปข้องแวะกับปัญหา คิลจอยยินยอมที่จะข้องแวะกับปัญหา และส่วนนี้แหละที่ฉันคิดว่าเจาะจงกับแมนิเฟสโต้คิลจอยนั่นคือเรารวมประสบการณ์ที่เราต้องเผชิญเข้ามาในถ้อยแถลงเจตจำนงหรือจุดมุ่งหมาย เป็นเพราะประสบการณ์ที่ทำให้เราสามารถพูดให้ชัดคำว่า “เพื่อ” คำที่แบกประสบการณ์สิ่งที่เราเผชิญ “เพื่อ” อาจหมายถึงวิธีที่เรากลับลำบางสิ่ง แมนิเฟสโต้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่มันมุ่งให้บังเกิด

ฉันไม่มีความเคลือบแคลงเลยสักนิดว่า คิลจอยเฟมินิสต์อยู่เพื่อบางสิ่ง ถึงแม้ว่าในฐานะ คิลจอยเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่เพื่อสิ่งเดียวกัน แต่คุณจะสามารถอยู่กับผลพวงของการต้องต้านสิ่งที่คุณเผชิญได้ก็ต่อเมื่อคุณทำเพื่อบางสิ่ง ชีวิตสามารถเป็นแมนิเฟสโต้ ตอนที่ฉันอ่านหนังสือบางเล่มในคู่มือยังชีพของฉัน ฉันได้ยินพวกมันในฐานะแมนิเฟสโต้ ในฐานะเสียงเพรียกให้กระทำการ ในฐานะการปลุกระดม พวกมันคือหนังสือที่สั่นไหวไปด้วยชีวิตเพราะพวกมันแสดงให้เห็นว่าชีวิตสามารถถูกเขียนใหม่ได้อย่างไร เราจะเขียนใหม่ชีวิตหนึ่งอักษรต่ออักษรได้อย่างไร แมนิเฟสโต้มีชีวิต ชีวิตของมันเอง แมนิเฟสโต้คือมือที่ยื่นเหยียด และถ้าแมนิเฟสโต้คือการกระทำทางการเมือง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นรับรู้มันอย่างไร บางทีมือหนึ่งสามารถทำอะไรได้มากกว่าหากมันไม่ได้เพียงแค่ถูกรับด้วยอีกมือ เมื่อท่าทีเป็นได้มากกว่าความหนักแน่นของการจับมือ ถ้าแมนิเฟสโต้คิลจอยคือราวจับให้มั่น มันก็บินหลุดมือไป แมนิเฟสโต้จึงพูดซ้ำสิ่งที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ดังที่เรารู้ว่าคิลจอยได้บินหนีไปแล้ว บางทีแมนิเฟสโต้ก็กุมลำบาก เป็นการหลีกบินเฟมินิสต์

เมื่อเราปฏิเสธจะเป็นเครื่องมือของเจ้านาย เราเปิดโปงความรุนแรงของไม้เรียว ความรุนแรงที่สร้างที่พำนักของเจ้านายทุกก้อนอิฐ เมื่อใดที่เราทำให้ความรุนแรงปรากฏ ความรุนแรงอันถูกผลิตซ้ำผ่านการไม่ปรากฏ เมื่อนั้นเราจะถูกมอบหมายบทบาทคิลจอยตั้งแต่ต้น คิลจอยกลายเป็นคิลจอยก็เพราะสิ่งที่เธอเปิดเผย ในบางทีแมนิเฟสโต้ตามหลังเธออยู่ พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าการเขียนแมนิเฟสโต้คิลจอยไม่ใช่ความรับผิดชอบหนึ่ง หรือมันไม่ใช่แนวคิดหนึ่งในการเดินไปข้างหน้าคิลจอยมีหลักการของเธออยู่ แมนิเฟสโต้คิลจอยแสดงให้เห็นว่าเราสร้างหลักการจากประสบการณ์ของสิ่งที่เราเผชิญอย่างไร จากวิธีที่เรามีชีวิตอย่างเฟมินิสต์ ที่ฉันใช้คำว่าหลักการในที่นี้ ฉันไม่ได้หมายถึงเกณฑ์ความประพฤติที่เราต้องปฏิบัติตามเพื่อให้สามารถไปต่อในทิศทางเดียวกันได้ ฉันอาจพูดว่าชีวิตเฟมินิสต์มีหลักการ แต่เฟมินิสม์มักกลายเป็นการประกาศกร้าวทันที ณ จุดเวลาของการปฏิเสธที่จะถูกผูกมัดด้วยหลักการ เวลาที่ฉันคิดถึงหลักการเฟมินิสต์ ฉันคิดถึงหลักการในแบบต้นฉบับ: หลักการในฐานะก้าวแรก ปฐมฤกษ์ จุดเริ่มต้นของบางสิ่ง

หลักการยังสามารถเป็นพื้นฐานของการประดิษฐ์ประดอย คิลจอยเฟมินิสต์และเหล่าคนที่มุ่งมั่นมีความประดิษฐ์ประดอย พวกเรากำลังเป็นเช่นนั้น ในสิ่งที่เราประดิษฐ์มีหลักการ จุดเริ่มต้นไม่ได้กำหนดจุดจบ แต่ที่แน่คือหลักการปั้นรูปและให้ทิศทาง หลักการเฟมินิสต์ถูกเอ่ยในโลกอ-เฟมินิสต์ การมีชีวิตอย่างมีหลักการเฟมินิสต์จึงเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่ราบรื่น เราพุ่งชนโลกที่ไม่ได้หมุนรอบหลักการที่เราพยายามยึดถือ

ด้วยเหตุผลบางอย่าง หลักการที่ฉันสาธยายที่นี้ที่สุดแล้วถูกแสดงออกมาในฐานะถ้อยแถลงของความมุ่งมั่น: ของสิ่งที่คิลจอยยินยอมพร้อม (จะทำหรือจะเป็น) หรือ ไม่ยินยอม (จะทำหรือจะเป็น) ฉันคิดว่าเราสามารถเข้าใจบางสิ่งในเหตุผลนี้ แมนิเฟสโต้คิลจอยเป็นหมู่คนที่ดื้อด้าน เธอดับเครื่องชนเพราะเธอยึดกับสิ่งที่เธอยินยอมหรือไม่ยินยอมที่จะทำก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหล่าคนที่ดื้อด้านมีหลักการ เธอสามารถกลายเป็นหลักการ เธอสามารถปันมันถ้าคุณสามารถทนได้

หลักการที่ 1: ฉันไม่ยินยอมที่จะทำให้ความสุขเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต

คนมักจะขอนู่นขอนี่ คำขอนี้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้: คุณถูกขอให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเอาใจคนอื่น คุณจะยิ่งถูกขอให้เอาใจคนอื่นถ้าพวกเขารู้ว่าคุณไม่โอเคกับสิ่งทีพวกเขาทำอยู่ คุณอาจจะถูกขอให้ร่วมงานแต่งงานทั้งๆ ที่เขารู้ว่าคุณต่อต้านสถาบันการแต่งงานที่พิธีกรรมแบบนี้เฉลิมฉลอง พวกเขาวิงวอนคุณด้วยการอ้างถึงสบายใจของตัวพวกเขาเอง และถ้าคุณปฏิเสธข้อเรียกร้องนั้น คุณก็จะถูกตัดสินว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ว่าเป็นคนที่เอาความสุขตัวเองเป็นที่ตั้ง

หมายความว่า: คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง?

แมนิเฟสโต้คิลจอย: ความหมายจากพวกใจร้าย

ถ้าคุณยินยอมพร้อมที่จะปฏิเสธข้อเรียกร้องเหล่านี้ นั่นหมายความว่าความสุขไม่ใช่หลักการที่คุณเชิดชู คุณไม่ได้เห็นว่าข้อเรียกร้องเหล่านั้นน่าดึงดูด และโดยรวมคุณก็ไม่ได้เชิดชูหลักการนี้เพราะคุณเคยเผชิญหน้ากับมันมาก่อน: คุณเคยถูกขอให้ไม่พูด ไม่ทำ บางสิ่งบางอย่าง เพียงเพราะมันอาจทำให้คนอื่นไม่สบายใจ ไม่ใช่ว่าคิลจอยไม่สนใจความสุขของคนอื่น หรือบางครั้งเธอตัดสินใจที่จะไม่ทำบางสิ่งเพียงเพราะมันเสริมความสุขของคนอื่น แต่เธอเพียงไม่ยอมให้การหมายมุ่งความสุขเป็นจุดมุ่งหมายทางการเมืองของเธอ

เรื่องดาษๆของการที่ต้องอยู่กับผลของการไม่ยินยอมนี้สอนให้คุณเรียนรู้ถึงความไม่เป็นสุขที่ความสุขเองเป็นต้นเหตุได้ หลักการแรกนี้เป็นฐานให้กับความรู้และการเคลื่อนไหวเฟมินิสต์อยู่เสียมาก: การชี้ให้เห็นว่าสถาบันต่างๆ ถูกสร้างด้วยคำมั่นว่าจะเติมเต็มความสุข คำมั่นที่มักซ่อนความรุนแรงของสถาบันเหล่านี้ เราพร้อมที่จะเปิดโปงความรุนแรงที่ว่านี้: ความรุนแรงของการสรรเสริญครอบครัว ขนบแบบคู่ครอง การสืบพันธุ์ในฐานะรากฐานของชีวิตที่ดี ความรุนแรงที่ผลิตซ้ำโดยเหล่าองค์กรที่ชี้หน้าว่าการพูดถึงความรุนแรงเป็นการทรยศ เราจะเปิดโปงมายาคติเรื่องความสุขของเสรีนิยมใหม่และทุนนิยมโลก: ความเพ้อฝันที่ว่าระบบที่ถูกสร้างเพื่ออภิสิทธิชนกลุ่มน้อยเป็นเรื่องของการสร้างความสุขให้คนหมู่มากหรือให้คนส่วนใหญ่

การเปิดโปงมายาคติของความสุขคือการพร้อมที่จะรับการมอบหมายคิลจอย

หลักการที่ 2: ฉันยินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุข

การไม่ตั้งความสุขเป็นจุดมุ่งหมายอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข คิลจอยพร้อมที่จะก่อความไม่เป็นสุขนั้น

คิลจอยที่จริงจังมีประสบการณ์ทั้งชีวิตในการเป็นบ่อเกิดความไม่เป็นสุข และเธอก็รู้ด้วยว่า: เมื่อคุณก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข ไม่ว่าจะด้วยความปรารถนาที่คุณมีหรือด้วยโลกที่คุณไม่ต้องการมีส่วนร่วมด้วย คนก็จะทึกทักว่าความไม่เป็นสุขคือจุดมุ่งหมายของคุณ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น การที่คุณพร้อมจะก่อความไม่เป็นสุขไม่ได้แปลว่าคุณมีมันเป็นจุดมุ่งหมาย แม้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับข้อทึกทักเช่นนั้นก็ตามเวลาที่ความปรารถนาของเราก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข โลกมักจะอนุมานว่าเราปรารถนาความไม่เป็นสุขนั้น คุณอาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกที่อยากได้ความไม่เป็นสุขที่คุณก่อ ซึ่งก็เป็นเพียงอีกวิธีที่เธอกลายเป็นบ่อเกิดของความไม่เป็นสุข

คิลจอยยินยอมที่จะอยู่กับผลของสิ่งที่เธอมุ่งหมายทำ เธอจึงพร้อมที่จะเป็นบ่อเกิดของความไม่เป็นสุขของผู้อื่น ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เศร้าเวลาที่คนอื่นเศร้ากับชีวิตของเธอ (เพราะพวกเขาคิดว่าชีวิตของเธอน่าเศร้า) มันยิ่งไม่ใช่เรื่องเข้าไปใหญ่ ที่คิดว่าเธอจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับคนที่ไม่เป็นสุขเพราะชีวิตของเธอ เธอจะไม่ยอมให้ความไม่เป็นสุขทำให้เธอไขว้เขว เธอพร้อมที่จะเดินผิดเส้นทาง

แล้วเรายินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุขที่ว่าให้กับใคร? คำตอบเดียวที่มีให้ก็คือ ไม่ว่าใครก็ตาม แต่ตรงนี้ขอเติมคำว่า “ถ้าหาก” เรายินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุขในสถาบัน “ถ้าหาก” สถาบันนั้นไม่เป็นสุขเมื่อเราพูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศ เรายินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุขในเฟมินิสต์ “ถ้าหาก” เฟมินิสต์ไม่เป็นสุขเวลาเราพูดถึงการเหยียดสีผิว นั่นหมายความว่า: เราไม่โอเคกับเงื่อนไข “ถ้าหาก” นี้ นั่นหมายความว่า: เราไม่โอเคกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข การเปิดโปงสาเหตุของความไม่เป็นสุขสามารถก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข

เราพร้อมที่จะก่อความไม่เป็นสุข เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับความไม่เป็นสุขที่คนโบ้ยว่าเราเป็นผู้ก่อ ตรงนี้ คำว่า “ฉัน” ผุดขึ้นมา เธอรู้ถึงปัญหาจากสิ่งที่ผุดขึ้นมา ตอนที่ฉันออกมาพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัยของฉัน บางคนตราหน้าว่าฉันเป็นคิลจอยอย่างไม่ประชด (จริงๆ แล้วอาจจะมีสำเนียงประชดอยู่ในนั้น ในเมื่อฉันได้ประกาศไปแล้วว่าฉันคือเธอคนนั้น) สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกก็คือเฟมินิสต์หลายคนเป็นส่วนหนึ่งของ “บางคน” นั้น เพื่อนร่วมงานเฟมินิสต์คนหนึ่งบอกว่า การออกมาพูดครั้งนี้ ฉันกำลังทำให้สภาพแวดล้อมที่ “มีความสุขและประเทืองปัญญา” ที่เฟมินิสต์อาวุโสลงแรงสร้างขึ้นมานั้นด่างพร้อย ฉันอนุมานเองว่าฉันคงไม่ใช่หนึ่งในเฟมินิสต์อาวุโสเหล่านั้นด้วยจุดยืนที่ฉันประกาศกร้าวไป ใช่ ขนาดการพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศก็ก่อความไม่เป็นสุขให้เฟมินิสต์ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว: ฉันไม่ยอมที่จะตั้งความสุขของเฟมินิสต์เป็นจุดมุ่งหมายของฉัน

ถึงจุดนี้เราเรียนรู้ที่จะฟังว่าในข้อกล่าวหาเหล่านั้นมีความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง เฟมินิสม์โดยนัยแล้วก็เป็นฟองสบู่ในสถาบัน แต่ฟองสบู่เฟมินิสต์ก็สามารถทำหน้าที่เป็นรูปแบบหนึ่งในการยึดโยงอัตลักษณ์ได้ด้วย เพื่อปกป้องฟองสบู่เฟมินิสต์นี้ คุณอาจต้องปกป้องมันจากความรุนแรงของสถาบัน อันเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในที่อื่น (ศูนย์อื่น แผนกอื่น) การปกป้องฟองสบู่เฟมินิสต์ลงเอยกลายเป็นวิธีในการปกป้องสถาบัน คุณไม่ต้องการให้คนนอกสัมผัสถึงความรุนแรงทางสถาบัน เธอเลยเลือกที่จะสลายความรุนแรงที่ว่า “เป็นการภายใน” แม้ว่า “เป็นการภายใน” นั้นจะล้มเหลวในการรื้อถอนบ้านของเจ้านายท่านเองก็ตาม หรือว่านี่คือสาเหตุของความลับลมคมในและความเงียบเกี่ยวกับความรุนแรงทางสถาบัน แม้กระทั่งในหมู่เฟมินิสต์ด้วยกันเอง?

ถ้าเฟมินิสม์อยู่ในฟองสบู่ เราต้องเจาะให้มันแตก

เมื่อใดที่เราหันหลังให้กับสิ่งที่บ่อนทำลายความสุขของเรา เรากำลังถอนกำลังจากงานที่เราต้องทำเพื่อสร้างโลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกว่าเดิม แต่เราไม่สามารถยึดหลักการความพร้อมที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นสุขได้ หากอนุมานว่าความไม่เป็นสุขนี้หมายถึงความไม่เป็นสุขของผู้อื่นเท่านั้น เป็นไปได้ว่าบางครั้งเราไม่รับรู้บางสถานการณ์เพราะการรับรู้นั้นอาจทำให้เราไม่เป็นสุข บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่คิลจอยโผล่ขึ้นมา: เพราะเราทุรนทุรายเพื่อจะไม่ต้องไม่รับรู้สิ่งที่เธอสังเกตเห็น  บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่คิลจอยเข้ามาในชีวิตของคนที่ประกาศตนว่าเป็นคิลจอย: ความสุขของเราอาจขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราไม่สังเกตเห็นด้วยเช่นกัน หรือเราอาจเป็นสุขอยู่ได้ด้วยการตั้งใจหลับหูหลับตา เราต้องปฏิเสธสภาวะนี้ ถ้าบางสิ่งทำให้เราไม่เป็นสุขเมื่อเรารับรู้มัน เราก็ยิ่งจำเป็นต้องรับรู้ เราพร้อมที่จะก่อความไม่เป็นสุขนั้นให้กับตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความไม่เป็นสุขเป็นจุดมุ่งหมายของเรา

หลักการที่ 3: ฉันยินยอมที่จะสนับสนุนคนอื่นที่พร้อมจะก่อความไม่เป็นสุข

ก่อนสิ่งอื่นใด คิลจอยอาจค้นพบตัวเองในความรู้สึกโดดเดี่ยว: ที่ถูกตัดขาดจากคนอื่น จากวิธีที่คนอื่นรวมตัวกันรอบความสุข เธอรู้สิ เพราะเธอเคยประสบมาแล้ว: การไร้ที่นั่งในวงล้อมแห่งความสุขอาจหมายถึงการที่ตนเองต้องอยู่ในเงามืด ตัวคนเดียว ด้วยตัวเอง อาจเป็นว่าหลายคนผ่านเข้ามาในชีวิตคนแบบคิลจอย และเผ่นออกไปอย่างรวดเร็วเพราะพวกเขามองว่าเธอเป็นพื้นที่ที่อยู่ยาก พื้นที่ที่ไม่ได้ห้อมล้อมไปด้วยความอบอุ่นจากผู้อื่น เสียงพึมพำเงียบๆ ที่แว่วพร้อมกับข้อตกลง ราคาของการคิล-จอยนั้นแสนแพง องค์ร่างของเธอเองก็เป็นราคาที่ต้องจ่าย (การไม่เห็นด้วยกับบางคน ในฐานะการคิล-จอยของบางสิ่ง)

แล้วเธอจะยืนหยัดยังไง? ดังที่ฉันเสนอในคู่มือยังชีพของฉัน เรามักยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการค้นพบคิลจอยคนอื่นๆ เราสามารถใช้ชื่อนี้ได้เมื่อเรารับรู้ถึงพลวัตที่เธอขานถึง และเราก็สามารถรับรู้ถึงพลวัตนั้นได้เมื่อคนอื่นเผยมันให้เราเห็น เรารับรู้ถึงคนอื่นด้วยเช่นกันเมื่อพวกเขารับรู้ถึงพลวัตนั้น

ชั่วขณะของการรับรู้นั้นเลอค่า และพร้อมจะดับลงในทุกขณะ ชั่วขณะตามมาด้วยความทรงจำ: เรามักยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากคนอื่น เราอาจเผชิญกับวิกฤตของการไร้ซึ่งการสนับสนุนใดๆ ยิ่งเรารู้สึกเช่นนั้น การหนุนกันยิ่งมีความสำคัญ การเขียนแมนิเฟสโต้จากการเป็นคิลจอยหมายถึงการพร้อมที่ให้การสนับสนุนที่เราเคยได้รับ หรือที่เราหวังว่าจะได้รับ บางทีเธออาจจะอยู่ในบทสนทนา อยู่บ้านหรือที่ทำงาน และคนหนึ่งคน คนหนึ่งคนจากคนหลายคนกำลังออกมาพูด อย่าปล่อยให้เธอพูดคนเดียว หนุนหลังเธอ พูดกับเธอ ยืนเคียงข้างเธอ และยืนหยัดกับเธอ มากสิ่งก่อตัวจากชั่วขณะแห่งการแสดงพลังแห่งการสนับสนุนอย่างเปิดเผยนี้ เรากำลังสร้างระบบการเกื้อหนุนรอบๆ คิลจอย เรากำลังหาหนทางในการอนุญาตให้เธอทำในสิ่งที่เธอทำ เป็นในสิ่งที่เธอเป็น เราไม่ต้องคาดคั้นความจีรังจากเธอ หรือแปลงความเป็นองค์ร่างของเธอให้กลายเป็นปัจเจกมนุษย์ รู้เพียงว่าเมื่อเธอโผล่เข้ามา เธออาจต้องการการหนุนจากคนอื่น

ออเดร ลอร์ด (Audre Lorde) เคยเขียนไว้ว่า “ความเงียบของคุณไม่สามารถปกป้องคุณได้” แต่ความเงียบของคุณปกป้องพวกเขาได้ “พวกเขา” ในที่นี้ฉันหมายถึง: พวกเขาที่รุนแรง หรือพวกเขาที่ได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากการนิ่งเฉยต่อความรุนแรง คิลจอยคือหลักฐานยืนยัน เธอกลายเป็นองค์ร่าง กลายเป็นวิธีในการควบคุมความเสียหาย เพราะเธอพูดเกี่ยวกับความเสียหาย และด้วยประสบการณ์ ประสบการณ์ของการเป็นเฟมินิสต์ หรือที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นเฟมินิสต์ศักราช ฉันก็ได้เข้าใจ ผ่านการรับรู้และการรู้สึกถึงราคาของการออกมาพูด ฉันจึงได้เข้าใจ ได้รู้และรู้สึกว่าทำไมหลายคนถึงไม่ออกมาพูด ราคามันแสนแพง บางครั้งแพงถึงชีวิต ความอยุติธรรมถูกผลิตซ้ำโดยความเงียบ ไม่ใช่เพราะคนไม่เห็นความอยุติธรรม แต่เพราะพวกเขาเห็นมันนี่แหละ และพวกเขาก็ยังเห็นผลที่ตามมาหากพวกเขาเลือกที่จะชี้ให้ความอยุติธรรมปรากฏ ซึ่งอาจเป็นผลที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับได้ ผลนั้นอาจเป็นการตกงานโดยที่รู้ว่าเธอต้องการงานนั้นเพื่อเลี้ยงดูคนที่เธอห่วงใย อาจเป็นความกังวลที่จะเสียเส้นสายที่สำคัญ ความกังวลที่ว่าคนอาจตีความสิ่งที่เธอพูดผิด ความกังวลว่าการพูดบางสิ่งอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง การเสนอว่าคิลจอยเฟมินิสต์เป็นแมนิเฟสโต้ ไม่ได้หมายความว่าเรามีข้อผูกมัดในการออกมาพูด พวกเราไม่ได้อยู่ในฐานะเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ทุกคนที่จะจ่ายราคาในการออกมาพูดได้ การคิล-จอยจึงต้องการระบบการสื่อสาร: เราต้องเสาะหาวิธีอื่นเพื่อทำให้ความรุนแรงปรากฏ เราอาจจำเป็นต้องใช้วิถีกองโจรที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากประวัติศาสตร์เฟมินิสต์ เธอสามารถจดชื่อคนคุกคามบนหน้ากระดาษ พ่นกราฟฟิติบนผนัง หมึกแดงในน้ำ มีวิธีสารพัดในการสร้างความก่อกวนอย่างเฟมินิสต์

แม้ว่าการออกมาพูดจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็จำเป็น ความเงียบต่อความรุนแรงคือความรุนแรง แต่การพูดอย่างเฟมินิสต์มีหลากหลายรูปแบบ ยิ่งการพูดนั้นยากเท่าไหร่เรายิ่งหัวใส การออกมาพูดเองและการร่วมพูด การปกป้องผู้ออกมาพูด การกระทำเพื่อเผยแพร่คำพูดเหล่านี้คือการสร้างโลก การคิล-จอยเป็นภารกิจในการสร้างโลก เราสร้างโลกจากชิ้นส่วนที่แตกหักแม้เราจะเป็นผู้ป่นปี้ชิ้นส่วนเหล่านั้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ เอง หรือแม้ว่าเราเองที่เป็นชิ้นส่วนที่แตกเป็นเสี่ยงๆ

หลักการที่ 4: ฉันไม่ยินยอมที่จะหัวเราะกับมุกตลกที่ออกแบบมาเพื่อละเมิด

หลักการนี้ฟังดูจะเจาะจงมาก: มันอาจดูเหมือนจะเป็นผลพวงจากหลักการสามข้อแรก และดูจะไม่มีค่าพอในการเป็นหลักการของมันเอง แต่ฉันกลับมองว่าอารมณ์ขันเป็นเทคนิคสำคัญในการผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรม ฉันคิดว่าความเพ้อพกที่ว่า เฟมินิสต์ไร้อารมณ์ขัน (ส่วนหนึ่งของความเพ้อพกกว้างๆ ที่ว่า ใครก็ตามที่ท้าทายระเบียบสังคมและการเมืองไร้อามณ์ขันกันทั้งสิ้น) ทำงานอย่างชะงัด ความเพ้อพกทำให้องค์ร่างของคิลจอยทำงานของเธอ โดยเธอถูกอนุมานว่าเธอทำสิ่งที่เธอทำ (นั่นคือชี้ให้เห็นถึงการเหยียดเพศ หรือการเหยียดสีผิว) เพราะตัวเธอเองไม่มีความสุข หรือเพราะเธอไม่อาจทนความสุขของคนอื่นได้ บ่อยครั้งเมื่อใครถูกป้ายว่าเป็นคิลจอยเฟมินิสต์ คนอื่นก็จะเล่นมุกบางอย่างเพื่อทำร้ายเธอ เพื่อเห็นถึงความขันป่วยๆ ของเธอ อย่าถูกลวงให้ขำ ถ้าสถานการณ์มันไร้อารมณ์ขัน ก็ไม่ต้องเติมอารมณ์ขันให้มัน ถ้าสถานการณ์มันไม่ตลก ก็ไม่ต้องทำให้สถานการณ์มันเบาลง เราไม่จำเป็นต้องสนุก

คนมักจะเหยียดเพศหรือเหยียดสีผิวกันผ่านอารมณ์ขัน (เช่นผ่านการประชด หรือการเสียดสี) อารมณ์ขันสร้างภาพลักษณ์ของระยะห่าง การหัวเราะสิ่งที่พวกเขาพูดซ้ำ เป็นการพูดซ้ำสิ่งที่พวกเขาหัวเราะใส่ “ใส่” อะไรตรงนี้แหละที่กลายเป็นจุดตบของมุก นี่ไม่ใช่เรื่องตลก และเมื่อใดที่มันไม่ใช่น่าหัวร่อ การหัวเราะเป็นเรื่องทันที

แต่แน่นอนว่าอารมณ์ขันก็สามารถท้าทายบางสิ่งด้วยการทำให้บางสิ่งปรากฏ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นข้อนี้ในคู่มือยังชีพ ความแตกต่างระหว่างผลจากการหัวเราะมีความสำคัญ อารมณ์ขันเฟมินิสต์อาจเกี่ยวข้องกับการระบายเมื่อเราสามารถหัวเราะให้กับรูปแบบที่คุ้นเคย ที่ปกติมักถูกปกปิดแต่ครั้งนี้ถูกเปิดเผย เราอาจจะหัวเราะให้กับวิธีที่ผู้ชายคนขาวประกอบร่างตัวเองด้วยการลดทอนอะไรก็ตามที่เราทำว่าเป็น “ไม่ใช่ผู้ชายคนขาว” ให้เหลือเพียงการเมืองอัตลักษณ์ เราอาจจะหัวเราะให้แม้กระทั่งกับการกลายเป็นหัวโขนให้กับแคมเปญความหลากหลาย และการหัวเราะไม่ได้หมายความเราไม่รู้สึกเจ็บหรือหงุดหงิดเวลาที่สถาบันเรียกให้ไปโปรยยิ้มหวาน ทำให้หน้าของพวกเราเป็นของเขา แต่นี่ไม่ใช่การหัวเราะที่อนุญาตให้เราซ้ำคำพูดที่ละเมิดคนอื่น แต่เป็นการหันหางเสือไปสู่จุดเกิดเหตุ เราไม่พูดและผลิตซ้ำการละเมิดคนอื่น เราถอนตัว

คิลจอยมีความแนบชิดกับองค์ร่างที่อ่อนไหวเกินเหตุและเจ็บง่าย  ตัวละครนี้จะถูกหยิบมาใช้เมื่อใดก็ตามที่การวิพากษ์สังคมประสบความสำเร็จ: เพื่อใช้บอกว่าบางสิ่งถูกปิดตัว หรือเอาออก หรือสูญหายไป (ความสูญหายที่คนอาลัย) เพราะคนอื่นรู้สึกถูกทำร้าย (offended) ในพื้นที่ที่การถูกกระทำเป็นความอ่อนไหวเกินเหตุ เป็นความอ่อนแอ ความนุ่มนิ่ม หลอกง่าย “เข้มแข็งหน่อย” กลายเป็นหลักศีลธรรม ที่ (เหมือนกับหลักศีลธรรมอื่นๆ) จะถูกพร่ำสอนโดยผู้คนที่คิดว่าตัวเองมีสิ่งนั้น สิ่งที่เขาบอกว่าคนอื่นจำเป็นต้องมี และแน่นอนว่าการถูกกล่าวหาว่าเป็นคนอ่อนไหวเกินเหตุก็ถูกหยิบมาใช้ก่อนการสูญเสีย หรือเพื่อเลี่ยงการสูญเสียนั้น ความตื่นตระหนกทางศีลธรรมเรื่องคำเตือนเนื้อหาที่อาจกระทบกระเทือนจิตใจ (trigger warning) ปลุกองค์ร่างนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะองค์ร่างของนักเรียนที่อ่อนไหวเกินกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับความยากและความลำบากของการเรียนรู้ พูดราวกับว่า: ถ้าเราอนุญาตให้ความอ่อนไหวของเธอเป็นกฎเกณฑ์ เราจะสูญเสียอิสรภาพ ฉันขอแย้งว่าอิสภาพะถูกลดทอนให้เหลือเป็นเพียงอิสระที่จะทำร้ายคนอื่นได้ ซึ่งก็เกี่ยวกับวิธีที่คนที่มีอำนาจปกป้องสิทธิในการสาธยายมุมมองของพวกเขา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม

ถ้าการไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์รุนแรงนั้นซ้ำรอยด้วยความยืนหยัดที่รุนแรง หรืออย่างน้อยถ้าการตั้งคำถามเกี่ยวกับเงื่อนไขที่อนุญาตให้เกิดการซ้ำรอยนั้น หมายถึงการถูกเรียกว่าเป็นพวกอ่อนไหวเกิดเหตุ ถ้างั้นเราก็จำเป็นต้องอ่อนไหวเกิดเหตุ เวลาที่เธออ่อนไหวกับสิ่งที่ยังไม่จบลง เธอจะถูกมองว่าอ่อนไหวเกินเหตุ เราอ่อนไหวกับสิ่งที่ยังไม่จบ เราอ่อนไหวเพราะมันยังไม่จบ

หลักการที่ 5: ฉันไม่ยอมที่จะข้ามผ่านประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบสิ้น

มันยังไม่จบ เราประกาศ เรายืนกราน ขณะที่เราเฝ้ามองคนอื่นประกาศว่ามันจบแล้ว จะกี่คำประกาศพวกเขาก็ทำสิ่งเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดวิด คาเมรอน กล่าวว่าหนึ่งสิ่งที่ทำให้ประเทศอังกฤษยิ่งใหญ่คือการที่เรา “เราปราบระบบทาสอย่างราบเรียบ” อังกฤษถูกจดจำว่าเป็นผู้ปลดปล่อยทาส ไม่ใช่ผู้ค้าทาส ไม่ใช่ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการจองจำคนมหาศาลให้เป็นทาส จากการล่าอาณานิคม หนังสือที่เป็นแหล่งอ้างอิงของการสอบเป็นพลเมืองอังกฤษ อธิบายว่าการล่าอาณานิคมเป็นระบบที่นำพามาซึ่งประชาธิปไตย กฎหมายและประโยชน์ต่อผู้อื่น ประวัติศาสตร์ของการครอบครองและโจรกรรมอันรุนแรงถูกจินตนาการให้กลายเป็นของขวัญแห่งความสมัยใหม่ และในวันนี้ สงครามก็ยังดำเนินต่อไปด้วยเหตุผลว่ามันคือของขวัญ คือการให้อิสรภาพ ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม

เมื่อมันยังไม่จบ ก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะก้าวข้ามมันไป

คิลจอยยินยอมที่จะพูดถึงประวัติศาสตร์นี้  ความทรงจำสามารถดื้อด้าน และเราเองก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเรากระทำสิ่งนี้ เธอจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ขัดขวางการปรองดอง เธอถูกตัดสินว่าเป็นคนคนนั้นที่ไม่ยอมทำสิ่งที่คนอื่นทำกันแล้ว: ก้าวข้ามมัน ก้าวข้ามตัวเอง ปล่อยมันไป เธอกลายเป็นแผลเปิดเพราะเธอไม่ยอมให้แผลสมาน

เรายินยอมที่จะเป็นคนที่ล้มเหลวในภารกิจการปรองดอง เรารู้ว่าความสำเร็จของภารกิจนั้นคือความล้มเหลวในการชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของความอยุติธรรม ที่ไม่ได้เผยตัวแค่ในความบอบช้ำไม่รู้จบในเหล่าคนที่ประวัติศาสตร์นี้คือมรดกทางร่างกายและการหลอกหลอนข้ามยุคข้ามสมัย แต่ยังเผยตัวในการกระจายความมั่งคั่งและทรัพยากรที่แสนจะไม่เท่าเทียมอีกด้วย

โลกถูกหล่อหลอมอย่างไรคือความทรงจำ

พวกเขาก็จะว่า: แต่ดูสิ่งที่เธอได้รับสิ ความเท่าเทียมและความหลากหลาย: พวกมันล้วนแต่เป็นของขวัญที่เราควรจะสำนึกในบุญคุณ พวกมันกลายเป็นของชดเชย พวกเราไม่สำนึกในบุญคุณเมื่อระบบถูกขยายให้นับรวมเรา ในขณะที่ระบบนั้นกำเนิดจากความไม่เท่าเทียมและความรุนแรง

หลักการที่ 6: ฉันไม่ยอมที่จะถูกนับรวม ถ้าการถูกนับรวมหมายถึงการถูกนับรวมในระบบที่อยุติธรรม รุนแรง และไม่เท่าเทียม

ส่วนใหญ่มันมักจะมาในรูปแบบการเชื้อเชิญ: เข้ามาสิ เป็นส่วนหนึ่งของ…แล้วสำนึกบุญคุณ บางครั้งเราก็มีทางเลือกน้อย: เราเป็นแรงงาน เราทำงาน เราประนีประนอม เราต้องเอาชีวิตรอดหรือกระทั่งก้าวหน้าภายใต้สถาบัน แต่แม้พวกเราที่ถูกนับรวม แม้เวลาพวกเราได้รับผลประโยชน์ (เราอาจได้รับเงินเดือน หรือเงินบำนาญ) เราก็ไม่ยอมจำนนต่อการนับรวมนั้น เรากำลังยอมรับว่าการนับรวมนั้นเรียกร้องการสนับสนุนสถาบัน การผูกตัวเองกับมัน เรายินยอมพร้อมที่ออกมาพูดเรื่องความรุนแรงของสถาบัน ที่จะหยุดงานประท้วง ที่จะลงถนน เรายินยอมพร้อมที่จะพูดถึงไม้เรียว ที่จะเสี่ยงการถูกแปะป้ายว่าเป็นแขนอันพัลวัน

แต่ตรงนี้มีอุปสรรค เพราะแน่นอนว่าถ้าเธอถูกจ้างโดยองค์กรหนึ่ง และถ้าเธอได้รับผลประโยชน์จากการว่าจ้าง อาจพูดได้ว่าการตั้งจุดยืนแบบคิลจอยเป็นรูปแบบหนึ่งของความไม่ภักดีทางการเมือง: คุณได้รับผลประโยชน์จากสถาบันที่คุณวิจารณ์ เราต้องเริ่มด้วยการมีส่วนผิดของตัวเราเอง: นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมส่วนที่สอง(ของหนังสือเล่มนี้) ถึงเริ่มด้วยธรรมชาติที่มีรอยรั่วของการทำงานด้านความหลากหลาย การมีส่วนผิดไม่ควรกลายเป็นตรรกะในการผลิตซ้ำในตัวมันเอง: ว่าเราทำได้เพียงผลิตซ้ำตรรกะของสถาบันที่จ้างเรา ที่จริงแล้วใครที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบที่อยุติธรรมยิ่งจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเปิดโปงความอยุติธรรมนั้น สำหรับเหล่าคิลจอยที่ทำงานประจำ เอาเป็นว่าเรียกพวกเราว่าเป็นคิลจอยแบบโปรเฟสชันนัล พวกเราบางคนอาจเป็นศาสตราจารย์คิลจอยก็ได้ ในเมื่อเราสารภาพว่าเราคิล-จอยไม่มีทางใดที่จะเอาชนะอุปสรรคนี้ได้นอกเสียจากเริ่มต้นที่มันเอง เราจำเป็นต้องใช้ผลประโยชน์ที่เราได้รับเพื่อสนับสนุนคนที่ไม่ได้ นั่นรวมไปถึงคนร่วมสถาบันที่ไม่ได้รับความมั่นคง ความมั่นคงที่ให้โอกาสเราในการเปิดโปงความไม่มั่นคง ในระดับอุดมศึกษาหมายถึงเราต้องยืนหยัดกับนักเรียนที่กำลังต่อสู้เพื่อการศึกษาอันเป็นสิทธิ เพื่อครูชั่วคราวและบุคลากรที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ หรือที่ยังทำงานใต้สัญญาระยะสั้น เราต้องยืนหยัดกับพนักงานไม่ว่าจะเป็นคนทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัยและคนเฝ้าประตู เหล่าคนที่ทำงานเพื่อดูแลตึกและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้เราทำงานของเราได้ ฉันได้พยายามแสดงให้เห็นว่าการคิล-จอยและความบากบั่น ก็เกี่ยวโยงกับการเมืองของแรงงาน: แขนขาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะบอกว่าสุดท้ายแล้วบางคนก็ต้องทำงานเพื่อผลิตซ้ำเงื่อนไขที่ที่ทำให้ผู้อื่นมีอยู่ได้ เวลาที่การมีอยู่ในเชิงการทำงานเป็นไปได้ด้วยการทำงานของคนอื่น เราจำเป็นต้องใช้การมีอยู่ของเรานั้นเพื่อรับรู้ถึงงานนั้น เราจำเป็นต้องเปิดโปงความอยุติธรรมที่สถาบันต่างๆ สนับสนุนคนเพียงบางกลุ่ม และเราจำเป็นต้องสนับสนุนกลุ่มคนที่ท้าทายเงื่อนไขที่พวกเขาทำงานอยู่ภายใต้โดยไร้ซึ่งการสนับสนุนใด ความดื้อด้านมันน่าตะลึง

และ: เราต้องเปิดโปงความรุนแรงในสถาบันที่นับรวมเราต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อการนับรวมเราเกิดขึ้นภายใต้นโยบายของความหลากหลายและความเท่าเทียม โดยเฉพาะเมื่อร่างกายของเราและผลของแรงงานเราถูกสถาบันใช้เป็นหลักฐานของการนับรวม เรากลายเป็นผู้ทำลายกำแพง เราจึงต้องพูดถึงกำแพง ต้องแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ถูกแช่แข็งได้อย่างไร เราจะไม่ยินยอมอนุญาตให้การนับรวมเราไปสนับสนุนความเพ้อพกถึงความสุข เราอาจจำเป็นต้องเดินออกไปเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ถ้าการนับรวมเราเรียกร้องให้ต้องเสียสละมากเกินไป แม้ว่าเราจะไม่อยู่ในฐานะที่จะเดินออกไปได้กันทุกคนก็ตาม

แมนิเฟสโต้คิลจอย: เรียกร้องการปฏิเสธที่ต้องดำเนินต่อไปและบากบั่น เพื่อมองหาความหวังในการนับรวมในสถาบันที่มีความรุนแรงเป็นรากฐาน ฉันไม่สำนึกบุญคุณที่ถูกนับรวมในสถาบันที่ไม่เท่าเทียม ฉันไม่สำนึกบุญคุณที่ถูกนับรวมในสถาบันที่การพูดถึงการเหยียดเพศและการเหยียดสีผิวถูกมองว่าเป็นเรื่องอกกตัญญู เรามีประวัติศาสตร์ของเฟมินิสต์อกตัญญูให้เดินตาม พวกเฟมินิสต์อกตัญญู ขี้นอยด์ ยัยบูดบึ้ง

เมื่อรวมตัวกัน: ยัยพวกบูดบึ้งคือก้อนเฟมินิสต์ กรรมาชีพผ้าขี้ริ้ว: ในรูปแบบเฟมินิสต์ ด้วยจิตสำนึกแบบเฟมินิสต์

หลักการที่ 7: ฉันยินยอมที่จะใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นมองว่าไม่เป็นสุข และฉันยินยอมที่จะปฏิเสธหรือขยายความเข้าใจที่มีอยู่ว่าอะไรถือเป็นชีวิตที่ดี

ฉันได้พูดไปแล้วว่าความสุขเกี่ยวข้องกับการจำกัดวิถีการใช้ชีวิตอย่างไร เราสามารถเป็นพวกไม่ภักดีด้วยการปฏิเสธที่จะถูกจำกัด เราใช้ชีวิตที่ถูกมองว่าไม่เป็นสุข ที่เหมือนจะไม่อยู่ถูกที่ถูกทางของการเฉลิมฉลอง ผู้หญิงสองคนอยู่ด้วยกัน ปฏิเสธที่จะจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิต หรือปฏิเสธที่จะแต่งงาน เรากำลังกระทำการปฏิเสธปิตาธิปไตยที่อนุมัติแต่การรักเพศตรงข้าม การกระทำการปฏิเสธเป็นการกระทำที่ต้องทำกับผู้อื่น

เราสามารถเป็นร่างให้กับครอบครัวทางเลือก อย่างที่ฉันได้เสนอไว้ในบทที่ 8 หรือทางเลือกให้กับครอบครัว ฉันค่อนข้างชอบการเป็นคุณป้าเฟมินิสต์เลสเบี้ยน ฉันรู้ว่าตอนที่ฉันสาวๆ ก็คงอยากมีป้าๆ เฟมินิสต์เลสเบี้ยน แม้ว่าตัวฉันเองก็มีป้าๆ เฟมินิสต์ที่เป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่ไม่น้อย เราจำเป็นต้องเล่าเรื่องของเราให้เด็กๆ ฟัง ให้คนรุ่นหลัง แต่ละรุ่นต้องเล่าเรื่องให้กันและกันฟัง เรื่องที่ประกอบอยู่รอบชีวิตอื่น ชีวิตที่จางหายในการสลักเรื่องราว และเราจำเป็นต้องเล่าให้กันและกันฟังถึงเรื่องราวหลากวิธีในการใช้ชีวิต ในการเป็นอยู่ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าเราใช้ชีวิตเฉียดความคาดหวังแค่ไหน แต่บนพื้นฐานของการพเนจรอย่างเควียร์ในชีวิตที่เธอมี

ในอดีตฉันคงหวังที่จะรู้จักวิธีอื่นในการใช้ชีวิต ในการเป็นอยู่ ฉันคงอยากรู้ว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องถูกโยงกับผู้ชาย แน่นอนว่าฉันดิ้นรนเพื่อเข้าใจว่า: ฉันกลายเป็นเฟมินิสต์ ฉันค้นพบสตรีศึกษา ฉันพบผู้หญิงที่สอนว่าฉันไม่จำเป็นต้องทำอะไร ฉันพบผู้หญิงที่ช่วยฉันให้เฉออกจากความคาดหวัง

เควียร์: จุดเวลาที่เธอตระหนักว่าอะไรที่เธอไม่จำเป็นต้องเป็น

เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการถ่างขยายเมื่อเราปฏิเสธที่จะถูกจำกัด และแต่ละครั้งที่เราปฏิเสธหรือขยายบทแห่งความสุขที่หยิบยื่นมาให้ เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดกว้างนั้น เราต้องสร้างพื้นที่ถ้าเราจะใช้ชีวิตอย่างเฟมินิสต์ เมื่อเราสร้างพื้นที่ เราสร้างพื้นที่ให้คนอื่น

หลักการที่ 8: ฉันยินยอมพร้อมที่จะคืน hap กลับเข้าไปในคำว่า happiness

ฉันได้พูดไปแล้วว่าคำว่า ความสุข หรือ happiness ในภาษาอังกฤษมาจากภาษาอังกฤษยุคกลางคำว่า hap ที่สื่อถึง ความบังเอิญ ประวัติศาสตร์หนึ่งของความสุขคือประวัติศาสตร์ของการกำจัดความบังเอิญของมัน นั่นคือความสุขไม่ได้ถูกกำหนดจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ แต่เป็นสิ่งที่คุณต้องทำงานเพื่อให้ได้มา ในหนังสือ The Promise of Happiness ฉันสำรวจว่าความสุขถูกจำกัดความใหม่ให้ต้านความบังเอิญ (hap) ด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจิตวิทยาของความลื่นไหลและจิตวิทยาเชิงบวกกล่าวว่า ความสุขไม่ใช่บางสิ่งที่เกิดขึ้น (หรืออยู่ๆ ก็เกิด) บทกำหนดความสุขแคบๆ นี้แหละคือความรุนแรงของการกำจัดความบังเอิญอย่างที่สุด เราจำเป็นต้องมองเห็นการจำกัดนั้นก่อนที่เราจะฟื้นคืนมันกลับมา เราไม่สามารถใช้เพียงคำที่อ่อนโยนกว่าราวกับว่ามันจะพาเราหนีไปจากที่นี่ได้ เราต้องรับรู้ถึงน้ำหนักของโลก ถึงความหนักหน่วงของความสุข ถึงวิธีที่เราถูกถ่วงด้วยความคาดหวังว่าเราจะพลาดพลั้ง เราสะดุด และเมื่อเราสะดุดในขณะที่เรายืนอยู่ในแถว เราอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นอุปสรรคต่อความสุขของตน เราอาจรู้สึกว่าตัวเราเองนี่แหละที่ขัดขวางตัวเอง เราจะปล่อยให้ตัวเองขวางทางอย่างนั้นมั้ย? เราจะพร้อมกับสิ่งที่ดูเหมือนเราเดินย้อนกลับหลังได้หรือเปล่า? ฉันสะดุด บางทีก็เพราะสะดุดนี่แหละฉันถึงพบคุณ อาจเพราะสะดุดนี่แหละถึงพบความสุข ความบังเอิญที่เต็มไปด้วยความสุข ความสุขที่เปราะบางไม่ต่างจากร่างกายที่เรารักและถนอม เราให้ค่ากับความสุขนั้นเพราะมันเปราะบาง: มันมาแล้วจากไป เหมือนตัวเรา ฉันยินยอมปล่อยวางความสุข เพื่ออนุญาตให้ความโกรธ ความเดือดดาล หรือความผิดหวังเป็นภาวะที่โลกส่งผลต่อตัวฉัน แต่เมื่อใดที่ความสุขเกิดขึ้น ฉันก็มีความสุข

ความสุขที่เปราะบางอาจสอดคล้องกับความเปราะบางของสิ่งต่างๆ เราสามารถแคร์สิ่งที่แตกหักไปหรือสิ่งที่แตกไปแล้ว การแคร์สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่การแคร์ความสุขของมัน บ่อยครั้งการแคร์ความสุขมักกลายเป็นการแคร์ผู้อื่นบนเงื่อนไขที่ว่า พวกเขาต้องสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตแบบที่คุณวาดไว้ หรือบางทีเราสามารถคิดถึงการแคร์ที่เกี่ยวโยงกับความบังเอิญ เรามักถูกอนุมานว่าเราไม่แคร์เวลาเราทำบางสิ่งแตก ดังที่ได้เขียนไปแล้วในบทที่ 7 การแคร์บางสิ่ง ไม่ว่ามันจะแตกหรือไม่ก็ตามหมายความว่าอย่างไร? เราอาจจะสามารถเปลี่ยนทิศทางการแคร์ จากการแคร์เพื่อความสุขของคนหนึ่ง สู่การแคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบางคนหรือบางสิ่ง: แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แคร์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราอาจเรียกการแคร์นี้ว่า hap care (การแคร์บังเอิญ) แทนที่จะเรียกว่า happiness care (การแคร์ความสุข) hap care ไม่ได้หมายถึงการละมือจากสิ่งของ แต่หมายถึงการถือสิ่งนั้นไว้ด้วยการปล่อยตัวเองไป สละตนให้กับสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง hap care ไม่ได้ขวนขวายที่จะกำจัดความว้าวุ่นจากการแคร์ มันอาจถูกเรียกว่าการแคร์เพื่อ hap ด้วยซ้ำ การแคร์มันน่าประหวั่น การเอิบไปด้วยแคร์ การระมัดระวัง คือการแคร์สิ่งอื่นโดยประหวั่นถึงอนาคตของมัน อนาคตที่ปรากฏในความเปราะบางของสิ่งของที่การคงอยู่ของมันนั้นมีความหมาย ความแคร์ของเราจะเก็บชิ้นส่วนหม้อที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ความแคร์ของเราจะไม่เปลี่ยนให้สิ่งนั้นเป็นอนุสรณ์ แต่จะให้ค่ากับทุกชิ้น การแตกเป็นเสี่ยงๆ คือจุดเริ่มต้นของอีกเรื่องหนึ่ง

แต่เราจะไม่จบด้วยแนวคิดแบบลิเบอรัล ว่าทุกสิ่งเปราะบางเท่ากัน ดังนั้นเราต้องแคร์ทุกสิ่งเท่าๆ กัน มันไม่จริงและฉันจะไม่ทำอย่างนั้น บางสิ่งค่อยๆ เปราะบางกว่าสิ่งอื่นตามเวลา และเราต้องดูแลให้ทันเวลา การดูแลบางสิ่งที่ค่อยๆ แตกง่ายขึ้นเรื่อยๆ คือการดูแลประวัติศาสตร์ของมัน ด้วยรักและด้วยแคร์

หลักการที่ 9: ฉันยินยอมที่จะตัดขาดความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะสำคัญแค่ไหน เมื่อใดก็ตามที่ความสัมพันธ์นั้นทำร้ายตัวฉันหรือคนอื่น

หลายครั้งเหลือเกินที่ ฉันถูกบอกว่ามันน่าเศร้า เมื่อสายสัมพันธ์หนึ่งขาดสะบั้นลง ดังที่เขียนไว้ในบทที่ 8 แต่สายสัมพันธ์สามารถรุนแรง สายสัมพันธ์สามารถด้อยค่าสิ่งต่างๆ ได้

บางครั้งเราก็ไม่ยอมรับว่าเราถูกด้อยค่า เราไม่พร้อม เราอาจต้องพยายามทั้งทางการเมืองและทางจิตวิญญาณเพื่อตัดขาดสายสัมพันธ์นั้น เมื่อเธอทำ เมื่อเธอตัดมันขาด มันอาจรู้สึกเหมือนจุดเวลาที่ไม่คาดคิด ฉีกเส้นที่คลี่คลายมาตามกาลเวลา การหักเห การลาจาก แต่จุดเวลาสามารถเป็นความสำเร็จ สามารถเป็นสิ่งที่เธอพยายามให้ได้มา

เธออาจยินยอมที่จะตัดขาดสายสัมพันธ์ เธออาจจำเป็นต้องมุ่งมั่นเพื่อให้ตัวเองยินยอม และเธออาจจำเป็นต้องยอมรับด้วยว่าคนอื่นก็จำเป็นต้องพยายามเพื่อให้ถึงจุดที่สามารถปล่อยวางได้เช่นเดียวกัน แบ่งปันงานนั้น เราต้องแบ่งค่าเสียหายจากสิ่งที่เราสละไป แต่เวลาที่เราสละ เราไม่เพียงแต่เสียบางสิ่งแม้ในเวลาที่เราเสียบางสิ่งไปจริงๆ เราค้นพบสิ่งอื่นๆ ด้วย เราค้นพบสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับตัวเราเอง เกี่ยวกับโลกต่างๆ ชีวิตเฟมินิสต์เป็นการเดินทาง การคว้าบางสิ่งที่อาจเป็นไปไม่ได้ หากไร้ซึ่งการตัดขาด ไร้ซึ่งการสนับสนุนเฉี่ยวๆ จากคนอื่น แต่ชีวิตเฟมินิสต์ก็เกี่ยวกับการกลับไปด้วยเช่นกัน การกู้ชิ้นส่วนตัวเองที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยมี ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยทิ้งไว้ชั่วคราว

เราสามารถโอบกอดกันและกันได้ ด้วยการไม่ทิ้งตัวเองไว้ชั่วคราวอย่างนั้น

หลักการที่ 10: ฉันยินยอมที่จะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวคิลจอย

ไม่ว่าคุณจะทำตัว “ยาก” หรือไม่ คุณก็มีชื่อว่าทำให้สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องยากเพื่อตัวคุณเองและเพื่อคนอื่น เรื่องเยอะเหลือเกินจนคุณคงคิดว่า เหล่าคิลจอยเฟมินิสต์คงยอมแพ้ไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อฉันเริ่มเสนอและพูดเกี่ยวกับ คิลจอยเฟมินิสต์ เมื่อฉันเริ่มทำงานกับเธอ เกี่ยวกับเธอและหยิบเธอขึ้นมา ฉันสังเกตเห็นถึงความกระตือรือร้นในห้อง บางครั้งการพูดถึงเธอ ปล่อยให้เธอเข้ามาในห้องแล้วทำอะไรก็ทำ รู้สึกราวกับถูกดูดด้วยกระแสไฟฟ้า และเธอก็เจอเพื่อนฝูงคิลจอยคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว: คิลจอย  ทรานส์เฟมินิสต์ (transfeminist killjoys) (Cowan 2014), คิลจอยชาติพันธุ์ (ethnic killjoys) (Khorana 2013), คิลจอยคริพ (crip killjoys) (Mullow 2013), คิลจอยพื้นถิ่น(in- digenous feminist killjoys) (Barker 2015). ฉันมั่นใจว่าเดี๋ยวก็มีมากกว่านี้

ทำไมน่ะเหรอ? เพราะตัวคิลจอยโผล่ขึ้นมาเสมอเมื่อใดก็ตามที่ต้องหยิบยกประวัติศาสตร์ที่ “ยาก” ขึ้นมา คิลจอยน่าสนใจไม่ใช่ “แม้ว่า” เธอจะพูดถึงประวัติศาสตร์เหล่านั้น แต่ “เพราะ” เธอพูดถึงมันต่างหาก เธอเก็บเกี่ยวพละกำลังหรือพลังงานจากสถานการณ์ที่ยาก การยินยอมที่จะเป็นคิลจอย การยินยอมที่จะขัดขวางความสุข เธอต้องยึดการตัดสินใจให้มั่นและฟัดกับมัน

เราถึงกับแปลงข้อตัดสินให้กลายเป็นคำสั่งที่ขบถ

คิลจอย?
รอดูแล้วกัน เดี๋ยวเจอ

มันอาจเป็นการประสบพบเจอที่ดีเวลาที่เราเลือกเธอ อาจมีจอยในการค้นพบคิลจอยคนอื่นๆ อาจมีจอยในการคิล-จอย ตาเราสบกันเวลาเราเล่าถึงการกลอกตาให้กันและกันฟัง

เธอด้วย เธอก็ด้วย
การเคลื่อนไหวที่เปราะบาง ที่เฉี่ยว

หลายช่วงเวลาสามารถถูกย่อได้ในสมการของเรา “การกลอกตา = ศาสตร์การสอนอย่างเฟมินิสต์” เรามุ่งมั่นให้เกิดช่วงเวลาเหล่านั้น ช่วงเวลาสามารถกลายเป็นการเคลื่อนไหว ช่วงเวลาสามารสร้างการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวที่ก่อตัวจากวัสดุที่เบากว่า นี่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง บ่อยครั้งเกินไปที่เราก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เห็นมั้ย? ว่าผนังมันเคลื่อนยังไง

เรายินยอมที่จะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวคิลจอยเราคือการเคลื่อนไหวนั้น

คอยดูละกัน

 
 
Notes
  1. ต้นฉบับผู้เขียนบัญญัติคำว่าคิลจอย (killjoy) มาเพื่อใช้อธิบายองค์ร่าง (figure) เฟมินิสต์ที่เฉพาะเจาะจง คำว่า killjoy เป็นการผสมสองคำคือคำว่า kill ที่เป็นกิริยาของการฆ่า, พราก, คร่า และคำว่า joy แม้ว่าคำว่าความสุขอาจจะใกล้ความหมายที่สุด แต่ผู้แปลเสนอว่าความอิ่มเอม ในบทแปลนี้ผู้แปลตั้งใจทับศัพท์เพื่อคงการเล่นคำที่สื่อความหมาอย่างขี้เล่นไว้[]
  2. อ่าน s.c.u.m manifesto ได้ที่ลิ้ง []
  3. ผู้เขียน Sara Ahmed มีบล็อคชื่อ feminist killjoy ที่เริ่มเขียนมาตั้งแต่ปี 2013 สามารถตามอ่านได้ที่ลิ้ง []
  4. เป็นการเล่นคำที่แผลงมาจากคำว่า genocide ที่แปลว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แทนที่จะเป็น geno+cide ก็เปลี่ยนเป็น geno+suicide เพื่อสื่อว่าเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเองตาย []

A Digital Humanities Manifesto

A Digital Humanities Manifesto

แถลงการณ์​มนุษยศาสตร์ดิจิตอล

Written by Digital Humanities

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย มนุษยศาสตร์ดิจิตอล

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

คำแปล/Translation

แถลงการณ์มนุษยศาสตร์ดิจิตอล

[เนื้อหาของแถลงการณ์ชิ้นนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนและไม่ได้สะท้อนมุมมองของ UCLA, UCLA Humanities, Division และ the Digital Humanities Manifesto at UCLA]

เช่นเดียวกันกับการปฏิวัติสื่อทุกๆ ครั้ง ระลอกแรกของการปฏิวัติดิจิตอลย่ำไปข้างหน้าด้วยสายตาที่มองไปข้างหลัง โดยผลิตซ้ำโลกจำลองของเมื่อครั้งที่สิ่งพิมพ์ยังเป็นหลัก การมองเห็นเป็นรอง และติดจรวดให้กับการสืบค้นและการค้นคืน ในตอนนี้ การปฏิวัติต้องมองข้างหน้าไปยังอนาคตอันใกล้ที่ลักษณะสื่อกลางอันเฉพาะเจาะจงของความดิจิตอลกลายเป็นแก่นสำคัญ

ระลอกแรกเป็นระลอกเชิงปริมาณที่ระดมพลังของการสืบค้นที่สูงลิบลิ่วของฐานข้อมูล ระลอกที่สองเป็นระลอกเชิงคุณภาพ เชิงตีความ เชิงประสบการณ์ และกระทั่งเชิงอารมณ์ โดยจัดวางชุดเครื่องมือดิจิตอลไว้ในสิ่งที่สะท้อนจุดแข็งสำคัญของมนุษยศาสตร์ นั่นก็คือ ความสลับซับซ้อน

สหวิทวิทยาการ ข้ามศาสตร์ข้ามสาย พหุศาสตร์ คำเหล่านี้เป็นแค่เพียงลมปากหากไม่้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในภาษา ในการปฏิบัติ ในวิธีการ และในผลลัพธ์

ดินแดนดิจิตอลคือดินแดนแห่งความเปิด: เปิดแหล่งที่มา เปิดทรัพยากร เปิดประตูต่างๆ เราต้องเห็นอย่างทะลุปุโปร่งให้ได้ว่าอะไรก็ตามที่พยายามปิดกั้นพื้นที่นี้เป็นอย่างอื่นเสียไม่ได้นอกจากเป็นพวกศัตรู 

ใช่ มันมีความอุดมคติอะไรสักอย่างอยู่ที่แก่นกลางของมนุษยศาสตร์ดิจิตอล: ความเปิด ความไม่เฉพาะเจาะจง ความผันแปรไม่แน่นอน ความไม่สิ้นสุด ความขยายออกไปเรื่อยๆ ความไร้ซึ่งแห่งหน

ดังนั้นแล้ว เราต้องปลดแอกลิขสิทธิ์และมาตรฐานไอพีให้พ้นจากเงื้อมมือของทุน จงปั๊มแผ่นผีซีดีเถื่อนและสร้างมลทินมัวหมองให้กับผลงานของดิสนีย์ ทำกันให้เป็นมหกรรมจนดิสนีย์ต้องฟ้องร้องเธอทั้งชุมชน ทั้งโรงเรียน หรือทั้งประเทศ ฝึกฝนอนาธิปไตยดิจิตอลด้วยการใช้จินตการแพรวพราวเพื่อบ่อนทำลายลิขสิทธิ์และจับสื่อต่างๆ มายำกันให้มั่วไปหมด

ความเอนกประสงค์และช่องทางที่หลากหลายขององค์ความรู้มนุษยศาสตร์: ช่องทางแต่ละช่องทางไม่ได้แยกออกจากกัน นี่คือเศรษฐกิจที่มีรากฐานอยู่บนความอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ความขาดแคลน นี่คือการให้ค่ากับของก๊อปมากกว่าของจริงของต้นฉบับ และคือการรื้อฟื้นคำว่าก๊อปปี้กลับไปที่ความหมายดั้งเดิมซึ่งแปลว่าความอุดมสมบูรณ์ Copia = Copiousness = ความเหลือล้นที่ไหลบ่าของกาลสมัยแห่งข้อมูล

ความซับซ้อนขนาดใหญ่: จำเป็นต้องทำงานแบบทีมเพื่อเป็นโมเดลใหม่ในการผลิตและผลิตซ้ำองค์ความรู้มนุษยศาสตร์ บางทีทีมก็ไปไม่รุ่งเพราะต้องกล้าเสี่ยง นี่แหละคือหัวใจของมนุษยศาสตร์ดิจิตอล การกล้าเสี่ยง การทำงานร่วมกัน และการทดลอง

การร่วมกันสร้างคือหนึ่งในองค์ประกอบตั้งต้นของการเลี้ยวหัวไปยังดิจิตอลในวิทยาศาสตร์มนุษย์ เนื่องมาจากความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นนี้ แต่การเลี้ยวหัวที่ร่วมมือกันนี้ไม่มีการกีดกัน…ถ้ามีก็อาจจะเป็นพื้นทีสำหรับงานลงอาคมปิดตายของคนคลั่ง

ความมุ่งหวังสูงสุดบางประการของศาสตร์: ความบันเทิง ความบันเทิงในฐานะที่เป็นศาสตร์ ข่าวฉาวที่ตอนนี้ไม่ฉาวแล้ว การสื่อสารกับผู้ชม/ผู้ฟัง/ผู้อ่าน…

พระเจ้าองค์ใหม่คือกระบวนการ ไม่ใช่ผลผลิต อะไรก็ตามที่ยืนขวางการคลุกเคล้าการรีมิกซ์ที่ไม่สิ้นสุดคือตัวขัดขวางการปฏิวัติดิจิตอล

พร่าเลือนเค้าโครงของชุมชนวิจัยที่ครั้งหนึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงของมหาวิทยาลัย องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมีอาณาเขตกว้างเกินขอบเขตพวกนี้ ไม่มีทางที่กำแพงจะล้อมไว้ได้หมดหรอก ข้อท้าทายก็คือจะสร้างโมเดลในการผลิตและเผยแพร่ความรู้ยังไงที่ประจันหน้ากับสภาพความจริงที่กระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อยๆ นี้

วิกิศาสตร์คือความเป็นจริงแบบใหม่ทางสังคม วัฒนธรรม และเศรฐกิจ เทคโนโลยีและเนื้อหาต่างๆ ถูกผลิต ถูกประพันธ์ และถูกบริหารจัดการในปริมาณที่มาก โซเชียลมีเดียเองก็ผลิตวัฒนธรรมขึ้นมา 

มนุษยศาสตร์มหึมา: ในขณะที่การปฏิวัติในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองประกอบไปด้วยการทวีคูณของสายความเชี่ยวชาญน้อยใหญ่ที่ยิบย่อยและเคร่งครัด จนนำไปสู่ภาษาส่วนตัวหลายภาษา การปฏิวัติมนุษยศาสตร์ดิจิตอลนั้นคือรวมเข้าหากัน อธิบายคือ การผนวกความรู้เฉพาะทางที่กระจัดกระจายในชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้มองเห็นภาพรวม แต่การปฏิวัตินี้ไม่ใช่การสร้างวัฒนธรรมพื้นฐานรูปแบบใหม่อะไร ไม่ใช่มนุษยนิยมหรือมนุษยศาสตร์เรเนซองส์ ไม่ใช่การสร้างความเข้าใจร่วมในระดับสากล หากแต่คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างความเชี่ยวชาญในขอบเขตต่างๆ

ณ บริเวณชายแดนของมนุษศาสตร์ดิจิตอล ความบันเทิงและงานวิชาการที่มีมาตรฐานสูงสุดมาบรรจบกันด้วยท่าทีที่ก่อให้เกิดกลุ่มผู้เสพความรู้มนุษยศาสตร์กลุ่มใหม่ที่ข้ามมหาวิทยาลัย

จงระวังพวกนักเดินทางจอมปลอมให้ดี คนพวกนี้จะโบกป้ายประท้วงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงแต่ความจริงแล้วต้องการให้ทุกอย่างคงสภาพเดิมต่อไป

จงระวังพวกนักดับฝันให้ดี คนพวกนี้จะลดทอนอะไรก็ตามในมนุษยศาสตร์ดิจิตอล และจะเขียนคำนำให้กับงานของเราด้วยคำว่า “แค่” (ก็แค่เครื่องมือ ก็แค่หอจดหมายเหตุ ก็แค่ศิลปะการเรียนการสอน) แต่พวกนี้ไ่ม่เคยสร้างซอฟแวร์ ไม่เคยวิเคราะห์โค้ด ไม่เคยสร้างฐานข้อมูล ไม่เคยออกแบบ UI อะไร คนพวกนี้ก็แค่เขียนบทความและหนังสือ

มนุษยศาสตร์ดิจิตอลส่งเสริมแปลงความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับครูให้แบนราบ ให้อยู่บนระนาบเดียวกัน คือการรื้อถอนนิยามว่าครูและศิษย์มีบทบาทหน้าที่อะไร รื้อถอนนิยามระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับผู้ไร้ความเชี่ยวชาญ

มนุษยศาสตร์ดิจิตอลแสดงให้เห็นถึงการเรียงร้อยแนวปฏิบัติการวิจัยต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นการมาบรรจบกันของสามสิ่ง ประกอบด้วยแนวปฏิบัติของศิลปกรรม การวิพากษ์วิจารณ์ และการเข้าหาโลกภายนอก โดยหลอมรวมการตั้งคำถามแบบวิชาการ ศิลปะการเรียนการสอน การตีพิมพ์ และการปฏิบัติเข้าด้วยกัน 

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อจำกัดของสาขาวิชาต่างๆ

สาขาวิชามนุษยศาสตร์จำนวนมากถูกสถาปนาขึ้นมาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ (การศึกษาวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การแปล) วิชาอื่นนอกเหนือจากนี้ก็ให้คุณค่ากับตัวหนังสือบนหน้ากระดาษเพื่อสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ในสาขาวิชาของตัวเอง การศึกษา “วรรณกรรม” และ “ประวัติศาสตร์” แปลว่าอะไรในบริบทที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ใช่บรรทัดฐานของการสรรค์สร้างวัตถุทางวรรณกรรมและประวัติศาสตร์อีกต่อไปแล้ว ส่วนเรื่องบรรทัดฐานของการวิเคราะห์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดยรวมแล้วสิ่งนี้มีนัยยะอะไรต่อความรู้มนุษยศาสตร์

มนุษยศาสตร์ดิจิตอลคือหมัดทิ้งทวน  ในทศวรรษที่ 70 และ 80 สาขาวิชาต่างๆ อย่างสตรีศึกษา LGBTQ ศึกษา ชาติพันธุ์ศึกษา และวัฒนธรรมศึกษา ได้เปิดมนุษยศาสตร์ออกให้กว้างขึ้นเพื่อพูดถึงความไร้สิทธิไร้เสียงทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม และความเป็นไปได้ในการคืนสิทธิคืนเสียง มนุษยศาสตร์ในยุคนั้นจึงไม่ใช่ที่ทางของ “ชายแก่ผิวขาว” ตามสำนวนที่เคยว่ากันอีกต่อไป ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษยศาสตร์ดิจิตอลรื้อสร้างการตั้งคำถามและแนวทางปฏิบัติเชิงมนุษยศาสตร์ ในความเป็นวัตถุสสาร วิธีการ และสื่อกลางของตัววิชาเอง กระนัั้นก็ตาม เรายังต้องถามต่อไปอีกว่าวิชาต่างๆ ในมนุษยศาสตร์นั้นเกิดมาจากไหน เกิดขึ้นจากความต้องการประเภทไหน และมีอำนาจในการอธิบายแบบไหน และต้องถามต่ออีกว่าแนวปฏิบัติ วิธีการในการสร้างความจริง ผลผลิตองค์ความรู้ รูปแบบของสื่อ และวิถีการประเมินคำพูดคำเขียนของมนุษยศาสตร์ กลายมาเป็นธรรมดาสามัญได้อย่างไร

มนุษยศาสตร์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้บริบทเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง แต่เมื่อมาอยู่ในที่ทางของมหาวิทยาลัยกลับถูกทำให้คงที่และหมดคุณค่าทางวัฒนธรรมไป ประหนึ่งว่าเรามีสาขาวิชาที่เรียกว่า ก ไก่ ที่ผลิตความรู้เกี่ยวกับ ก ไก่ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และดังนั้นเราจึงไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรนอกเหนือจากนี้ได้ สมมุติว่า ก ไก่ = อักษรศาสตร์ (เอกเยอรมัน เอกอังกฤษ เอกสเปน เอกสลาวิค ฯลฯ) ประวัติศาสตร์ศิลป์ ดุริยางคศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา คลาสสิค ฯลฯ มนุษยศาสตร์แบบดั้งเดิมลากเส้นพรมแดนแบ่งวิชาต่างๆ ออกจากกันจนเละตุ้มเป๊ะ โดยอิงจากความเป็นรัฐชาติ ภาษา วิธีการ และสื่อ มนุษยศาสตร์ดิจิตอลคือการบรรจบเข้าหากัน ไม่ใช่แค่ระหว่างสาขาวิชาภายใต้ร่มมนุษยศาสตร์และรูปแบบสื่อต่างๆ แต่ยังหมายถึงการบรรจบกันของศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้วย

ลองมาฝึกสมองคิดตามกันด้วยการจินตนาการดูว่าจะมีกลุ่มก้อนความสัมพันธ์อื่นๆ แบบไหนได้อีกบ้าง (ไม่ใช่แค่กลุ่มก้อนของสาขาวิชาต่างๆ แต่ยังหมายถึงองค์ประกอบอื่นๆ ของการสร้างความรู้ด้วย ทั้งที่เน้นการทำงานแบบทีม แบบรายโปรเจค การทำงานร่วมกัน การสร้างความรู้แบบปลายเปิด แบบที่เน้นในระดับสากล เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ชมและสถาบันใหม่ๆ)

ยกตัวอย่างภาควิชาใหม่ๆ ภายใน Humanities Division

ภาควิชาสื่อสิงพิมพ์ศึกษา: ภาควิชานี้แทนที่อักษรศาสตรสาขาต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความเป็นวัตถุสสารของตัวบท การสร้างความเป็นประพันธกร รูปแบบของภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของหนังสือและการตีพิมพ์หนังสือ บรรพชนและทายาของสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์และความตึงเครียดระหว่างวัฒนธรรมสิ่งพิมพ์และวัฒนธรรมดิจิตอล

ภาควิชาวาทกรรมวิเคราะห์: ภาควิชานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของเครือข่ายสามเส้าของความรู้/วาทกรรม/อำนาจ โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษกับโครงสร้างวาทกรรม การสร้างความรู้ และรูปแบบสื่อเฉพาะเจาะจงของการสร้าง เผยแพร่ ค้นพบ และประเมินคุณค่าความรู้

ภาควิชาสื่อสารมวลชนเปรียบเทียบ: ภาควิชานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสื่อในรูปแบบเสียง ภาพ สัมผัส และการมีประสบการณ์ร่วมผ่านกรอบคิดเปรียบเทียบ โดยแทนที่การแตกแขนงภาควิชาในมนุษยศาสตร์ที่อิงจากรูปแบบสื่อ (ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาควิชาดุริยางคศาสตร์ ภาควิชาภาพยนตร์ศึกษา ฯลฯ)

ภาควิชาแผนที่เชิงวัฒนธรรมดิจิตอล: ภาควิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจจุดประสานระหว่างกาล/อวกาศ ข้อมูล และวัฒนธรรม โดยเชื่อมการวิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์เข้ากับกระบวนการทางประวัติศาสตร์ การวิเคราะห์ด้วยสายตา และการนำเสนอความรู้ นอกไปจากนี้ ยังสำรวจผลกระทบทางวัฒนธรรมและสังคมของเทคโนโลยีการทำแผนที่ดิจิตอล และความสำคัญที่เทคโนโลยีแผนที่เหล่านี้มีต่อการเข้าใจปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรม

ภาควิชาวัฒนธรรมวิเคราะห์: ภาควิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อรวมการวิเคราะห์เชิงปริมาณในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และชุดข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมที่ซับซ้อนและขนาดใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน

เราสนับสนุนให้คุณคิดภาควิชาของคุณขึ้นมาเอง!

เราจำเป็นต้องถาม: ทำไมสาขาและภาควิชาต่างๆ ในมนุษยศาสตร์ (vs วิทยาศาสตร์) ถึงไมล้มหายตายจากไป ทำไมเราถึงพยายามฟื้นชีวิตและต่อลมหายใจให้กับสาขาวิชาพวกนี้ ต่อไปนี้คือเหตุบางบางประการ (ยังมีเหตุผลอื่นอีก) อนุรักษ์นิยมด้านการรับรู้ ความเฉื่อยชาของสถาบัน ความไม่กล้าได้กล้าเสีย ระบบตำแหน่งและการเลื่อนขั้นที่ส่งเสริมการพูดความจริงเดิมๆ ภายใต้กรอบของสาขาวิชามากกว่าที่จะส่งเสริมการคิดริเริ่มและความกล้าเสี่ยง ความมุมานะที่จะแทนที่จะศิษย์ล้มครู

เราจะสามารถจินตนการถึงการสถาปนาสาขาวิชาที่ยืดหยุ่น ปราดเปรียว และพร้อมเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้มั้ย ที่คณาจารย์และผู้เรียนร่วมกันแก้ “ข้อปัญหาความรู้” ภายนอกกรอบที่แข็งทื่อของภาคและสาขาวิชา ที่การผลิตและเผยแพร่ความรู้เป็นไปในทางที่พหูพจน์ เป็นสหวิทยาการอย่างแท้จริง และตระหนักอย่างชัดแจ้งว่าวิชาใดก็ตามที่สถาปนาขึ้นมาล้วนเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของมันเอง

ต้นฉบับ/Original Text

A Digital Humanities Manifesto

 

[The content of the manifesto represents the view of the authors and does not claim to represent the views of UCLA, the UCLA Humanities, Division, and the Digital Humanities at UCLA.]

Digital humanities is not a unified field but an array of convergent practices that explore a universe in which print is no longer the exclusive or the normative medium in which knowledge is produced and/or disseminated.

Like all media revolutions, the first wave of the digital revolution looked backwards as it moved forward. It replicated a world where print was primary and visuality was secondary, while vastly  accelerating search and retrieval. Now it must look forwards into  an immediate future in which the medium specific features of the digital become its core.

The first wave was quantitative, mobilizing the vertiginous search and retrieval powers of the database. The second wave is qualitative, interpretive, experiential, even emotive. It immerses the digital toolkit within what represents the very core strength of the Humanities: complexity.

Interdisciplinarity/transdisciplinarity/multidisciplinarity are empty words unless they imply changes in language, practice, method, and output.

The digital is the realm of the open: open source, open resources, open doors. Anything that attempts to close this space should be recognized for what it is: the enemy.

Yes, there is something utopian at the core of digital humanities: The open, the unfixed, the contingent, the infinite, the expansive, the no place.

Copyright and IP standards must, accordingly, be freed from the stranglehold of Capital. Pirate and pervert Disney materials on such a massive scale that Disney will have to sue… your entire neighborhood, school, or country. Practice digital anarchy by creatively undermining copyright and mashing up media.

The multi-purposing and multiple channeling of humanistic knowledge: no channel excludes the other. This is an abundance based economy, not one based upon scarcity. It values the COPY more highly than ORIGINALS and restores to the word COPY its original meaning of abundance: COPIA = COPIOUSNESS = THE OVERFLOWING BOUNTY OF THE INFORMATION AGE.

Large-scale complexity: need for teamwork as new model for the production and reproduction of humanistic knowledge. Teams sometimes fail because they take risks. This is the heart of digital humanities: Risk-taking, collaboration, and experimentation.

Co-creation is one of the founding features of the digital turn in the human sciences, because of the greater complexity. But this collaborative turn doesn’t exclude … perhaps there is a space of hermetic works of the mad individual.

Among the highest aims of scholarship: entertainment; entertainment as scholarship: a scandal that is now no longer a scandal. To speak to an audience.

Process is the new god; not product. Anything that stands in the way of the perpetual mash-up and remix stands in the way of the digital revolution.

Dedefinition of the contours of the research community once enclosed by university walls. The field of knowledge and expertise far exceeds these confines. There is no containing it within these walls. The challenge: to construct models of knowledge creation/sharing that confront this increasingly distributed reality.

Wiki-nomics is the new social, cultural, and economic reality. Technologies and content are mass produced, mass authored, and mass administered. Social media produce culture.

Big Humanities: whereas the revolution of the post-WWII era has consisted in the proliferation of every smaller and more rigorous areas of expertise and subexpertise, and the consequent emergence of private languages, the Digital humanities revolution is about integration: the building of bigger pictures out of the tesserae of expert knowledge. It is not about the emergence of a new general culture, Renaissance humanism/humanities, or universal literacy, but, on the contrary, promotes collaboration across domains of expertise.

At the edges of digital humanities, entertainment meets the highest standards of scholarship in ways that forge a new trans-university audience for humanistic knowledge.

Beware of the false fellow travelers: they will wave the banners of change with continuity on their agenda.

Beware of the great diminishers: they will reduce anything in digital humanities and preface our work with “just” (it’s just a tool; it’s just an archive; it’s just pedagogy). They have never built software, parsed code, created a database, or designed a user interface. They just write articles and books.

Digital humanities promote a flattening of the relationship between masters and disciples. A dedefinition of the roles of professor and student, expert and non-expert.

Digital humanities represents the woven together practice of research: a triangulation of arts practice, commentary/critique, and outreach, merging scholarly inquiry, pedagogy, publication and practice.

REMARKS ON THE FINITUDE OF DISCIPLINES

Many humanities disciplines were founded on and through the medium of print (the study of literature, history; translation); the rest valorize the printed word for the generation and dissemination of knowledge of their field. What does it mean to study “literature” or “history” when print is no longer the normative medium in which literary or historical artifacts are produced, let alone analyzed? What does it mean, more generally, for humanistic knowledge?

Digital Humanities is the last blow. In the 70s and 80s, women’s studies, LGBTQ studies, ethnic studies, and cultural studies opened up the humanities to address issues of social, political, and cultural disenfranchisement and possibilities for re-enfranchisement. The Humanities was no longer the domain of the proverbial “old white man.” Now, digital humanities deconstructs the very materiality, methods, and media of humanistic inquiry and practices. But we must continue to ask: Where did humanities disciplines come from, in response to what kind of needs, with what sort of explanatory power? How did its practices, truth-making strategies, knowledge products, media forms, and ways of evaluating utterances get naturalized??

The Humanities are contingent formations that have become stabilized and made culturally redundant at the university: As if we have always had The Department of X, which has produced knowledge about X, and therefore we can’t possibly imagine anything otherwise. Let X = literature departments (German, English, Spanish, Slavic, etc), Art History, Musicology, History, Philosophy, Classics, etc. Traditional Humanities is balkanized by nation, language, method, and media. Digital Humanities is about convergence: Not only between humanities disciplines and media forms, but also between the arts, sciences, and technologies.

How about a thought exercise in which we imagine different constellations (not just disciplinary constellations, but also other configurations of producing knowledge that can be team- and project-based, collaborative, open-ended, globally-oriented, engaging for new audiences and institutions).

Here are some new departments for the Humanities Division:

Department of Print Media Studies: Replacing literature departments, the purpose of this department is to study the materiality of texts, constructions of authorship, linguistic forms, the history of the book and book publication, antecedents to and descendents of print, as well as the relationships and tensions between print culture and digital culture.

Department of Discourse Analyses: The purpose of this department is to study the history of the triangulation of knowledge/discourse/power, paying particular attention to discursive structures, knowledge making, and the specific media forms in which knowledge is produced, disseminated, encountered, and valued.

Department of Comparative Media Studies: The purpose of this department is to study sonic, visual, tactile, and immersive media through a comparative framework. This department replaces the division of humanities departments by media form (departments of art history, musicology, film, etc).

Department of Digital Cultural Mapping: The purpose of this department is to examine the junctions between space/time, information, and culture. It brings geographic analyses together with historical methods, visual analysis, and the presentation of knowledge. It also examines the cultural and social impact of digital mapping technologies and the significance of these mapping technologies for understanding cultural phenomena.

Department of Cultural Analytics: The purpose of this department is to bring quantitative analyses from the math and sciences together with large-scale, complex social and cultural datasets.

We encourage you to come up with your own departments!

We must ask: Why do disciplines/departments in the humanities (vs. the sciences) not die? Why do we try to resuscitate and sustain disciplines? Here are some reasons (there are more): Cognitive Conservatism, Institutional Inertia, the fear of risk-taking, the tenure and promotion system which encourages repetition of truthful utterances within a discipline rather than innovation and risk taking, the dogged determination to “replace” faculty with the same…

Can we imagine more flexible, nimble, contingent disciplinary formations, in which faculty and students work on “knowledge problematics” not in rigid disciplines and departments, in which knowledge is produced and disseminated in ways that are multivalent, truly interdisciplinary, and conspicuously cognizant of their contingency?

Guerrilla Open Access Manifesto

Guerrilla Open Access Manifesto

แถลงการณ์กองโจรการเข้าถึงเสรี

Written by Aaron Swartz

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย แอรอน ชวาร์ทส์

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

คำแปล/Translation

ข้อมูลคืออำนาจ แต่ดังเช่นทุกอำนาจย่อมมีคนบางกลุ่มที่ต้องการถือครองอำนาจนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว มรดกทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของโลกที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือและวารสารตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา กำลังถูกแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลในกรงขังมากขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทนายทุนเพียงหยิบมือเดียว อยากอ่านบทความวิชาการที่เสนอผลจากวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเหรอ? จ่ายเงินก้อนโตไปให้สำนักพิมพ์อย่างรีด เอลเซเวียร์ (Reed Elsever) สิถึงจะได้อ่าน

มีคนดิ้นรนจะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้อยู่ กลุ่มเคลื่อนไหวการเข้าถึงเสรี (Open Access Movement) ได้ต่อสู้อย่างหาญกล้าเพื่อให้มั่นใจว่านักวิทยาศาสตร์จะไม่เซ็นลิขสิทธิ์ทิ้งขว้าง แต่ตีพิมพ์งานของตัวเองในอินเตอร์เน็ตแทน ภายใต้ข้อกำหนดที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ แม้กระทั่งในกรณีดีที่สุด การต่อสู้นี้ก็มีผลเพียงแต่กับผลงานที่จะตีพิมพ์ในอนาคตเท่านั้น สิ่งอื่นใดที่นับย้อนไปจากปัจจุบันก็จะถือว่าสูญเปล่าไป

ราคานั้นสูงเกินไปที่จะจ่าย บังคับให้นักวิชาการจ่ายเงินเพื่ออ่านงานของเพื่อนร่วมงานเนี่ยนะ? สแกนงานทั้งห้องสมุดแต่อนุญาตให้แค่คนที่กูเกิ้ลอ่าน? แจกจ่ายบทความวิชาการเฉพาะเหล่าคนในมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกที่หนึ่ง แต่ไม่ให้เด็กๆ ในซีกโลกใต้อ่านเลยอย่างนั้นเหรอ? บ้าบอและฟังไม่ขึ้นสิ้นดี   

“ก็เห็นด้วยนะ” หลายคนว่า “แต่เราจะทำอะไรได้? ก็บริษัทเค้าถือลิขสิทธิ์ และทำกำไรจากการเก็บค่าธรรมเนียมราคาแพงในการเข้าถึง และทุกอย่างก็ถูกกฎหมาย เราทำอะไรไม่ได้หรอก” แต่มีสิ มีบางสิ่งที่เราทำได้ บางสิ่งที่กำลังทำกันอยู่แล้ว: เราสู้กลับได้   

เหล่าคนที่เข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน บรรณารักษ์ นักวิทยาศาสตร์ พวกเธอได้รับอภิสิทธิ์ ขณะที่เธอได้สวาปามในบุฟเฟ่ต์แห่งความรู้  โลกทั้งใบถูกกีดกันไว้ภายนอก แต่เธอไม่จำเป็นถือครองอภิสิทธิ์นี่ไว้คนเดียว และในทางศีลธรรมแล้วนั้น เธอก็ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว เธอมีหน้าที่ในการแบ่งปันมันกับโลก และเธอก็ทำไปแล้ว บ้างก็แลกพาสเวิร์ดกับเพื่อนร่วมงาน หรือบ้างก็ดาวน์โหลดไฟล์ให้เพื่อน   

ในขณะเดียวกัน เหล่าคนที่ถูกกีดกันอยู่ข้างนอกก็ไม่ได้ยืนอยู่เฉยๆ เธอผลุบโผล่ตามช่องโหว่และปีนข้ามรั้วขวาง เพื่อปลดปล่อยข้อมูลจากการกักขังโดยสำนักพิมพ์และเผยแพร่มันให้เพื่อนของเธอ

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเกิดขึ้นอย่างลับๆ ซ่อนอยู่ใต้ดิน มันถูกเรียกว่าการขโมยหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ (piracy) ราวกับว่าการแบ่งปันความรู้เทียบเท่าในทางศีลธรรมกับการปล้นเรือและฆ่าลูกเรือ การแบ่งปันไม่ผิดศีลธรรม กลับกัน การแบ่งปันเป็นความจำเป็นทางศีลธรรม มีแต่พวกถูกครอบงำด้วยความโลภเท่านั้นแหละที่จะปฏิเสธไม่ให้เพื่อนไปคัดลอก

แน่นอนว่า บริษัทนายทุนใหญ่ถูกครอบงำด้วยความโลภ  กฎหมายปกครองบริษัทเหล่านี้เป็นตัวกำหนดเสียด้วยซ้ำว่าต้องมีความโลภ ผู้ถือหุ้นจะลุกฮือถ้าได้อะไรด้อยไปกว่านั้น และนักการเมืองที่ถูกซื้อตัวไปก็สนับสนุนพวกเขา ด้วยการอนุมัติกฎหมายที่ให้อำนาจอภิสิทธิ์ในการตัดสินใจว่าใครบ้างสามารถคัดลอกได้

ไม่มีความยุติธรรมในการทำตามกฎหมายที่อยุติธรรม ถึงเวลาแล้วที่เราจะแสดงตนในที่แจ้ง และในธรรมเนียมของอารยะขัดขืน เราประกาศกร้าวจุดยืนในการต่อต้านการลักขโมยวัฒนธรรมสาธารณะนี้

ไม่ว่ามันจะถูกเก็บไว้ที่ไหน เราต้องฉวยข้อมูลเหล่านั้นมา คัดลอกและแบ่งบันให้กับโลก เราต้องนำสิ่งที่หลุดลิขสิทธิ์แล้วมาเพิ่มในแหล่งเก็บข้อมูล เราต้องซื้อฐานข้อมูลลับและอัพโหลดมันขึ้นเว็บ เราต้องดาวน์โหลดบทความวิชาการทางวิทยาศาสตร์และอัพโหลดมันขึ้นเครือข่ายการแชร์ไฟล์ เราต้องสู้เพื่อ กองโจรการเข้าถึงเสรี

หากพวกเราทั่วโลกมีมากพอ เราไม่เพียงแต่จะส่งเสียงต่อต้านการการกักความรู้ให้เป็นทรัพย์สินของใคร แต่เรายังทำให้มันเป็นเรื่องล้าสมัยไปด้วย คุณจะร่วมกับเราไหม?   

แอรอน ชวาร์ทส์
กรกฎาคม 2008, เอเรโม, อิตาลี

ต้นฉบับ/Original Text

Guerrilla Open Access Manifesto
 

Information is power. But like all power, there are those who want to keep it for themselves. The world’s entire scientific and cultural heritage, published over centuries in books and journals, is increasingly being digitized and locked up by a handful of private corporations. Want to read the papers featuring the most famous results of the sciences? You’ll need to send enormous amounts to publishers like Reed Elsevier.

There are those struggling to change this. The Open Access Movement has fought valiantly to ensure that scientists do not sign their copyrights away but instead ensure their work is published on the Internet, under terms that allow anyone to access it. But even under the best scenarios, their work will only apply to things published in the future. Everything up until now will have been lost.

That is too high a price to pay. Forcing academics to pay money to read the work of their colleagues? Scanning entire libraries but only allowing the folks at Google to read them? Providing scientific articles to those at elite universities in the First World, but not to children in the Global South? It’s outrageous and unacceptable.

“I agree,” many say, “but what can we do? The companies hold the copyrights, they make enormous amounts of money by charging for access, and it’s perfectly legal – there’s nothing we can do to stop them.” But there is something we can, something that’s already being done: we can fight back.

Those with access to these resources – students, librarians, scientists – you have been given a privilege. You get to feed at this banquet of knowledge while the rest of the world is locked out. But you need not – indeed, morally, you cannot – keep this privilege for yourselves. You have a duty to share it with the world. And you have: trading passwords with colleagues, filling download requests for friends.

Meanwhile, those who have been locked out are not standing idly by. You have been sneaking through holes and climbing over fences, liberating the information locked up by the publishers and sharing them with your friends.

But all of this action goes on in the dark, hidden underground. It’s called stealing or piracy, as if sharing a wealth of knowledge were the moral equivalent of plundering a ship and murdering its crew. But sharing isn’t immoral – it’s a moral imperative. Only those blinded by greed would refuse to let a friend make a copy.

Large corporations, of course, are blinded by greed. The laws under which they operate require it – their shareholders would revolt at anything less. And the politicians they have bought off back them, passing laws giving them the exclusive power to decide who can make copies.

There is no justice in following unjust laws. It’s time to come into the light and, in the grand tradition of civil disobedience, declare our opposition to this private theft of public culture.

We need to take information, wherever it is stored, make our copies and share them with the world. We need to take stuff that’s out of copyright and add it to the archive. We need to buy secret databases and put them on the Web. We need to download scientific journals and upload them to file sharing networks. We need to fight for Guerilla Open Access.

With enough of us, around the world, we’ll not just send a strong message opposing the privatization of knowledge – we’ll make it a thing of the past. Will you join us?

Aaron Swartz
July 2008, Eremo, Italy

The Queer Nation Manifesto

The Queer Nation Manifesto

แถลงการณ์ชาติเควียร์

Written by ACT UP

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย แอคท์อัพ

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

คำแปล/Translation

(ตัวบทจากแมนิเฟสโต้ที่แจกจ่ายโดยผู้ประท้วงในขบวนประท้วง ACT UP ในริ้วขบวน New York Gay Pride ปี 1990)

พี่น้อง จะให้เราบอกเธอยังไงดี จะให้เรายืนกรานยังไงดีว่าชีวิตของพี่น้องตกอยู่ในอันตราย ว่าในทุกวันที่พี่น้องตื่นขึ้นมามีชีวิต ดูเป็นผู้เป็นคน มีความสุขตามอัตภาพ พี่น้องกำลังขบถอยู่ พี่น้องเควียร์ที่ยังมีชีวิตเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้คือนักปฏิวัติ ไม่มีอะไรในโลกนี้เลยที่ยืนยันการมีอยู่ของพี่น้อง ที่ปกปักรักษาหรือสนับสนุนพี่น้อง เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่พี่น้องยังมีที่หยัดยืนมาอ่านถ้อยคำนี้ได้ พี่น้องไม่น่าจะรอดมาได้ด้วยซ้ำในโลกแบบนี้

ชายจริงหญิงแท้เป็นเจ้าของโลกใบนี้ อย่าหลงผิดไปจากนี้ เหตุผลเดียวที่พี่น้องได้รับการไว้ชีวิตเป็นเพราะพี่น้องฉลาด ไม่ก็ดวงดีหรือเป็นนักสู้ ชายจริงหญิงแท้มีอภิสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก สามารถเย็ดได้ตามอัธยาศัยโดยไม่ต้องกลัวอะไร แต่ชายจริงหญิงไม่ได้แค่ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกลัวอะไร พวกแม่งยังเดินลอยหน้าลอยตา อวดเสรีภาพนี้ผ่านหน้าเราด้วย หน้าจอทีวีของเรามีแต่ภาพคนพวกนี้ ในหน้านิตยสารที่เราซื้อมาก็เช่นกัน เราอยากไปกินข้าวที่ไหนก็หนีไม่พ้น ในซอยบ้านก็ยังเจอ เราอยากให้มีการประกาศระงับการแต่งงานระหว่างชายจริงและหญิงแท้ ให้ระงับการมีลูกมีหลาน ห้ามไม่ให้มาจู๋จี๋กันในที่สาธารณะ ห้ามไม่ให้สื่อแพร่ภาพที่ส่งเสริมการรักต่างเพศ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถดื่มด่ำไปอิสรภาพทางเพศและการเดินทางไปไหนต่อไหนได้เหมือนชายจริงหญิงแท้ อภิสิทธิ์ที่คนพวกนี้มีต้องหยุดชะงัก และสละมาให้พี่น้องผองเควียร์ของเราแทน

ชายจริงหญิงแท้จะไม่ยอมสละอภิสิทธิ์ที่มีโดยสมัครใจ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้ต้องถูกบังคับ ต้องให้ผวา ต้องให้กลัว ถึงจะยอมหยุด ความกลัวคือแรงกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด ไม่มีใครจะมาให้สิ่งที่เราสมควรที่จะได้หรอก สิทธิไม่ใช่สิ่งที่ให้กัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องช่วงชิงมา ต้องใช้กำลังบังคับหากจำเป็น

การสู้โดยที่รู้ว่ามีใครเป็นศัตรูจะทำให้การสู้นั้นง่ายขึ้น ศัตรูของพี่น้องคือชายจริงหญิงแท้ คนพวกนี้เป็นศัตรูของพี่น้องเมื่อแม่งปฏิเสธที่จะรับรู้สถานะไร้ตัวตนของพี่น้อง เป็นศัตรูตราบใดที่คนพวกนี้ยังไม่หยุดเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เข่นฆ่าพี่น้อง

ในทุกๆ วัน ศัตรูพวกนี้พรากชีวิตพี่น้องของเราไป ไม่ว่าจะเป็นด้วยโรคเอดส์ที่ฆ่าเราเพราะความนิ่งเฉยจากรัฐบาลที่เกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน หรือการรุมซ้อมเลสเบี้ยนที่ร้านอาหารโต้รุ่ง (ในย่านที่อ้างกันว่าเป็นย่านเลสเบี้ยน) เราถูกไล่เก็บอย่างเป็นระบบ และจะถูกฆ่าล้างบางไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะระลึกได้ว่าถ้าพวกศัตรูปลิดชีวิตพี่น้องเราไปคนนึง พวกมันก็ต้องตามเก็บพวกเราให้หมดทุกคนด้วย

กองทัพนักรักพ่ายแพ้ไม่ได้

การเป็นเควียร์ไม่ใช่เรื่องของสิทธิความเป็นส่วนตัว หากแต่เกี่ยวกับอิสระที่จะเป็นสาธารณะ อิสระที่จะเป็นอย่างที่เราเป็นจริงๆ นั่นแปลว่าเราต่อสู้กับการกดขี่ในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่คนรักเพศเดียวกัน การกดขี่ทางชาติพันธุ์ การเกลียดชังความเป็นหญิง ความคลั่งศาสนาของพวกมือถือสากปากถือศีล หรือความเกลียดชังที่พวกเรามีต่อตัวเอง (เราถูกสอนมาอย่างแยบยลให้เกลียดตัวเอง) และแน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังหมายถึงการต่อสู้กับไวรัสด้วย และไอ้พวกเกลียดเลสเบี้ยนเกลียดเกย์ทั้งหลายที่หวังใช้โรคเอดส์กำจัดพวกเราให้สิ้นซากไปจากโลกใบนี้

การเป็นเควียร์หมายถึงการใช้ชีวิตที่แตกต่าง ชีวิตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระแสหลัก กับขอบเขตอัตรากำไร ความรักชาติรักแผ่นดิน หรือการปรับตัวเองให้อะไรก็ตามยอมรับ และไม่เกี่ยวข้องอะไรเช่นกันกับการเป็นผู้บริหารระดับสูง การมีอภิสิทธิ์ หรือการนิยมชมชอบอภิสิทธิ์ การเป็นเควียร์หมายถึงการอยู่คร่อมขอบเขต การนิยามตัวเองผ่านการคร่อมนี้ การเย็ดแม่งเพศสภาพ และสิ่งลับลมคมใน สิ่งใต้สะดือ สิ่งในเบื้องลึกหัวใจ และรัตติกาล การเป็นเควียร์คือการเป็น “รากหญ้า” เพราะเราสำเหนียกว่าพี่น้องผองเควียร์ทุกคน ทุกหี ทุกหัวใจ ทุกตูด ทุกควย ล้วนแต่เป็นโลกแห่งความเคลิบเคลิ้มที่รอให้เราได้ค้นหา เราทุกคนล้วนแต่เป็นโลกแห่งความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบ

เราเป็นกองทัพเพราะความจำเป็น เราเป็นกองทัพเพราะพลังของเรานั้นเหลือล้น (มีอะไรมากมายที่เราต้องสู้เพื่อให้ได้มา เราเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ล้ำค่าที่สุด) เราคือกองทัพนักรักเพราะพวกเรารู้ว่าความรักคืออะไร ตัณหาราคะก็เช่นกัน เราสร้างมันมากับมือเอง เราเปิดเผยตัวตนที่เราเคยซ่อนไว้ เราเผชิญหน้ากับการปฏิเสธจากสังคม เผชิญหน้ากับเพชฌฆาตที่ลานยิงเป้า ทั้งหมดนี้เพื่อแค่ที่เราจะได้รักกัน! ทุกครั้งที่เราเย็ด เราชนะ

เราจำเป็นต้องสู้เพื่อตัวเราเอง (ไม่มีใครจะมาสู้แทนเรา) และถ้าการต่อสู้นี้จะนำมาซึ่งอิสระเสรีที่มากขึ้นให้กับโลกทั้งใบได้ เราก็ยินดี (เราได้ให้อะไรกับโลกใบนั้นไว้นานับประการ ทั้งประชาธิปไตย ศิลปะวิทยาการทั้งหลาย แนวคิดเรื่องความรัก หลักปรัชญา จิตวิญญาณ อันนี้แค่ยกตัวอย่างของขวัญบางชิ้นที่ไอ้กระเทยอีทอมสมัยกรีกโบราณได้ทิ้งเป็นมรดกไว้ให้) เรามาร่วมกันทำให้ทุกพื้นที่เป็นพื้นที่เลสเบี้ยนพื้นที่เกย์กันเถอะพี่น้อง ให้ถนนทุกสายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิศาสตร์ทางเพศของเรา ร่วมกันสร้างเมืองแห่งความปรารถนา เมืองแห่งความสมปรารถนา สร้างเมืองสร้างประเทศที่เราปลอดภัย ที่เรามีอิสระเสรี ที่อะไรอื่นๆ ก็ตาม เราต้องหันมามองชีวิตเราเองแล้วเห็นให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา ส่วนไหนที่เควียร์ ส่วนไหนที่ชายจริงหญิงแท้ แล้วปล่อยให้เปลือกข้าวชายจริงหญิงแท้ไร้ค่าที่ห่อหุ้มเมล็ดพันธุ์เราอยู่นั้นหลุดร่วงไป อย่าลืมว่าเวลาเรามีเวลาเพียงน้อยนิด เราอยากเป็นคู่รักของพี่น้องทุกๆ คน ปีหน้าเราจะลงถนนแบบล่อนจ้อน

เราโมโห

เพื่อนสาวผู้แข็งแกร่งบอกเพื่อนชายไว้ว่ามีสองสิ่งสำคัญเกี่ยวกับการปฏิวัติที่จะมาถึงที่เราต้องจำให้ได้ สิ่งแรกคือพวกเราจะโดนจัดหนักแน่ สิ่งที่สองคือพวกเราจะชนะ

ชั้นโมโห ชั้นโมโหที่คนแปลกหน้าสาปแช่งให้ชั้นไปตายซะ “มึงสมควรตาย” “โรคเอดส์มาเพื่อกำจัดมลทิน” ชั้นโกรธแทบลุกเป็นไฟตอนที่เห็นคุณนายริพับลิกันในเสื้อผ้าอาภรณ์มูลค่าหลายพันดอลลาร์เดินกระมิดกระเมี้ยนผ่านแนวตำรวจไปแล้วทำเป็นส่ายหัว ยักไหล่ชี้นิ้วมาที่เราประหนึ่งว่าเราเป็นเด็กนิสัยเสียที่เรียกร้องสิ่งไร้สาระและชักดิ้นชักงอเวลาไม่ได้ดั่งใจ ชั้นโมโหที่โจเซฟต้องมานั่งเครียดว่าไม่มีปัญญาจะจ่ายค่ายา AZT ปีละแปดพันดอลล่าร์ที่อาจจะช่วยยืดชีวิตให้นิดนึง แต่ก็ทำให้อาการทรุดหนักกว่าโรคที่ตอนนี้หมอวิฉิจฉัยว่าเป็นซะอีก ชั้นโมโหที่ชายคนหนึ่งบอกว่าไม่รู้จะทิ้งสมบัติไว้ให้ใครได้อีกหลังจากต้องแก้พินัยกรรมมาห้ารอบแล้ว เพื่อนสนิทเค้าตายไปหมดแล้ว ชั้นโมโหที่ยังจะต้องไปลงถนนอยู่ท่ามกลางทะเลป้ายผ้าประท้วง ยังต้องไปเดินขบวนจุดแสงเทียน ยังต้องไปงานศพอีกงาน กูจะไม่เดินขบวนจุดไอ้เทียนเหี้ยนี่ด้วยความสำรวมอีกแล้ว กูอยากพันตัวเองด้วยไอ้ป้ายผ้าประท้วงห่านั่นและฉีกทำลายแม่งด้วยความโกรธแค้น อยากจะฉีกกระชากผมตัวเอง อยากจะสาปแช่งพระเจ้าทุกตัวที่ศาสนาสถาปนาขึ้นมา ชั้นปฏิเสธที่จะยอมรับพระผู้สร้างที่ตัดจบชีวิตคนในวัยเลขสาม แม่งโหดร้าย แม่งเลวทรามชั่วช้า ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น ทุกอณูในตัวชั้นกรีดร้องประณามความไร้เหตุผลนี้ ชั้นแหงนหน้าขึ้นมองก้อนเมฆ เสียงหัวเราะบาดแก้วหูที่ฟังดูเหมือนเสียงปีศาจมากกว่าเสียงแห่งความปิติปะทุออกมาจากลำคอชั้น น้ำตาไหลออกมาเป็นสายอาบหน้าชั้น ถ้าโรคนี้ฆ่าชั้นไม่ได้ เห็นทีชั้นคงจะตายจากความอึดอัดใจนี้แทน ฝ่าเท้าของชั้นย่ำไปตามท้องถนน มือของปีเตอร์ถูกล่ามไว้กับเคาน์เตอร์ต้อนรับของบริษัทยาแห่งหนึ่งในขณะที่เจ้าหน้าที่ธุรการมองมาด้วยความหวาดกลัว ร่างของอิริคกำลังเน่าเฟะในสุสานที่บรูคลิน ชั้นจะไม่มีวันได้ยินเสียงเป่าฟลุ้ตของเพื่อนส่งเสียงสะท้อนกำแพงไปทั่วบ้านที่เรานัดพบกันอีก ที่สวนจัตุรัสทอมกินส์ ชั้นเห็นคนแก่นั่งจับกลุ่มเบียดกัน แต่ละคนใส่เสื้อโค้ทตัวยาวกันความหนาวที่ประสาทสัมผัสบอกว่ามี ทั้งๆ ที่อยู่ในเดือนมิถุนายน พยายามคว้าเศษเสี้ยวชีวิตสักอย่างที่ยังพอมีเหลืออยู่ไม่ให้หลุดมือ เออ ชั้นว่าพวกเค้าเข้าใจแหละ ชั้นคิดถึงคนที่ก่อนจะได้นอนแต่ละคืน ต้องยืนล่อนจ้อนหน้ากระจกสำรวจร่างกายตัวเองก่อนว่ามีรอยจ้ำรอยช้ำอะไรที่เมื่อวานนี้ยังไม่มีรึเปล่า รอยจ้ำรอยช้ำที่เป็นร่องรอยว่าความฉิบหายได้มาเยือนแล้ว ชั้นโกรธที่หนังสือพิมพ์เรียกพวกเราว่า ‘เหยื่อ’ และมีท่าทีกังวลว่า ‘มัน’ จะอาจจะแพร่ไปติด ‘ประชากรทั่วไป’ ได้ ชั้นอยากจะกรีดร้องออกไปว่า “อ้าว แล้วกูเป็นประชากรเหี้ยอะไรมิทราบ” ชั้นอยากตวาดใส่โรงพยาบาลนิวยอร์คกับไอ้คำบนถุงพลาสติกสีเหลืองของแม่ง ‘ผ้าลินินแยก’ ‘ผ้าปนเปื้อนเชื้อโรค’ กับไอ้เจ้าหน้าที่ของแม่งในถุงมือยางและหน้ากากอนามัย ที่เดินเลี่ยงเตียงผู้ป่วยประหนึ่งกลัวว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงจะลุกพรวดขึ้นมาสาดเลือดสาดอสุจิใส่ แล้วตัวเองจะพลอยติดโรคไปด้วย ชั้นโกรธชายจริงหญิงแท้ที่นั่งไขว่ห้างด้วยความโอหังว่าเสื้อคลุมแห่งความรักเดียวใจเดียวและการรักต่างเพศที่ตัวเองสวมใส่จะป้องกันโรคได้ ชั้นโกรธที่พวกชายจริงหญิงแท้มั่นว่าหน้าโรคนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเองเพราะมีแต่ ‘พวกมัน’ ที่ติดโรค ไอ้พวกเด็กหนุ่มก็เหมือนกันที่พอเห็นเข็มกลัด “ความเงียบ = ความตาย” ของชั้นแล้วสวดออกมาว่า ‘อีตุ๊ดตายแน่’ อยากรู้จริงว่าใครสอนให้พูดแบบนี้ เพราะทั้งอารมณ์โกรธและกลัวที่ห่อหุ้มตัวชั้น ชั้นปิดปากเงียบและปล่อยให้ไอ้เจ้าเข็มกลัดนั้นเยาะเย้ยตัวชั้นเองในแต่ละก้าวที่เดินไป ไหนจะความโกรธที่พลุ่งพล่านในตัวชั้นอีกตอนได้ดูทีวี แล้วมีรายการนึงพูดถึงริ้วขบวนป้ายผ้าประท้วง และนั่งไล่รายชื่อและประวัติของผู้เสียชีวิต ที่มีตั้งแต่เด็กทารก หญิงวัยรุ่นที่ไปถ่ายเลือดมา ไปจนถึงพระแบพติสต์สูงวัยกับภรรยา แต่พอถึงคราวที่ไล่ประวัติของชายเกย์คนนึง กลับอธิบายว่าคนตายคนนี้แพร่เชื้อใส่เด็กหนุ่มขายบริการหลายต่อหลายคน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองมีเชื้อ ก็นั่นสินะ จะคาดหวังอะไรอย่างอื่นจากอีตุ๊ดวิปริตล่ะ ชั้นโมโห

[ไม่มีหัวเรื่อง]

นับตั้งแต่โบราณนานนม งานของศิลปินเควียร์ได้ให้แรงบันดาลใจกับโลกนี้มาโดยตลอด แต่สิ่งที่เควียร์ได้รับตอบแทนกลับเป็นความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และความรุนแรง ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สังคมได้ทำข้อตกลงกับพลเมืองเควียร์ของตัวเองว่าชาวเควียร์ต้องทำงานสรรค์สร้าง แต่ต้องทำอย่างเงียบๆ เมื่ออยู่ในพื้นที่ของศิลปะ ชาวเควียร์สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าเป็นผลงาน ผลกำไร ความบันเทิงเริงใจ หรือแม้แต่กระทั้งความจรรโลงใจ ผลผลิตเหล่านี้คือผลพลอยได้ที่ชัดเจนและมีประโยชน์ของชาวเควียร์ ที่หากเป็นในกรณีอื่นคนจะมองกันว่าเป็นพวกต่อต้านสังคม ในวงสังคมของผู้มากรากดี เควียร์เองอาจจะยังใช้ชีวิตร่วมกับผู้ทรงอำนาจได้อย่างเงียบๆ ด้วย ผู้ทรงอำนาจที่ความจริงแล้วก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับเควียร์หรอก

ทัพหน้าล่าสุดของขบวนการโจมตีศิลปินเควียร์คือเจสซี่ เฮมส์ ทั่นผู้นำสูงสุดแห่งศีลธรรมคนดี คริสต์ศาสนา และความอเมริกร๊วก สำหรับนายเฮมส์แล้วนั้น ศิลปะเควียร์ง่ายๆ เลยคือภัยคุกคามต่อโลก นายเฮมส์มโนทึกทักไปเองว่าวัฒนธรรมรักต่างเพศเปราะบางเกินกว่าที่จะทนเปิดรับความหลากหลายในความเป็นคนและความหลากหลายทางเพศได้ อธิบายง่ายๆ คือ โครงสร้างอำนาจในโลกแบบยิว-คริสเตียนนั้น สร้างรากฐานอยู่บนเสาเข็มแห่งการสืบพันธุ์ การที่ครอบครัวมีลูกรับประกันว่าสินค้าของชาติจะมีลูกค้าและมีแรงงานในการผลิตสินค้าดังกล่าว นอกไปจากนี้ ครอบครัวเองยังทำหน้าที่เป็นระบบติดตั้งอัตโนมัติในการดูแลคนป่วยและช่วยลดค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขทั้งหลายด้วย พฤติกรรมใดๆ ที่ไม่นำไปสู่การสืบพันธุ์ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ตั้งแต่การรักเพศเดียวกัน ไปจนถึงการคุมกำเนิดและสิทธิที่จะเลือกทำแท้งได้ กลุ่มศาสนาฝ่ายขวาอ้างว่าลำพังแต่การโฆษณาการสืบพันธุ์และการรักต่างเพศนั้นยังถือว่าไม่พอ อีกสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำคือการทำลายทางเลือกอื่นๆ ด้วย สิ่งที่นายเฮมส์ตามไล่ล่าไม่ใช่ศิลปะ แต่คือชีวิตของพวกเรา! ศิลปะคือสถานปลอดภัยแห่งสุดท้ายที่เหล่าเลสเบี้ยนและเกย์ยังจะรุ่งเรืองได้ เรื่องนี้นายเฮมส์รู้ดี และได้พัฒนาโครงการเพื่อกวาดล้างชาวเควียร์ให้หมดไปจากสังเวียนเดียวที่อนุญาติให้เควียร์มีบทบาทในวัฒนธรรมร่วมได้

โลกที่นายเฮมส์ผลักดันให้เกิดคือโลกที่ไร้ซึ่งความหลากหลายและการขัดขืน ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหากจะจินตนาการตามว่าทำไมผู้มีอำนาจถึงรู้สึกสบายใจที่จะปกครองโลกแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกันที่จะมองเห็นว่าภูมิประเทศอเมริกร๊วกจะถูกกดทับจนราบเป็นหน้ากลองด้วยอำนาจนี้ เอาจริงๆ นายเฮมส์ไม่ต้องอ้อมค้อมก็ได้ น่าจะบอกกันตรงๆ ไปเลยว่าเรียกร้องอะไรอยู่บ้าง ศิลปะที่สนับสนุนโดยรัฐ ศิลปะแห่งอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ ศิลปะที่พูดเป็นแต่ภาษาคริสเตียน ศิลปะที่เกื้อหนุนเป้าหมายของผู้มีอำนาจ ศิลปะที่เข้ากันได้ดีกับโซฟาในห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว บอกมาสิว่าต้องการอะไร คุณเจสซี่ เหล่าหญิงชายผู้ยังรู้ผิดชอบชั่วดีจะได้ออกมาต่อต้านได้ เหมือนที่เราต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่น เพื่อเราจะได้ปลดแอกผู้ที่กล้าลุกขึ้นมาขัดขืนในประเทศของเราเอง

ถ้าเธอคือเควียร์ จงตะโกนมันออกมา!

ชาวเควียร์ถูกตีวงล้อม

เควียร์กำลังถูกโจมตีจากทุกทาง มันน่าหวั่นใจที่พวกเราโอเคกับการสิ่งนี้ เมื่อครั้งปี 1969 ที่เราถูกโจมตีไป เควียร์ไม่ได้ยอมรับสภาพนั้น เควียร์สู้กลับ เควียร์ลงถนน

ในปี 1990 นับแค่เดือนพฤษภาคมเดือนเดียว มีเหตุ “เควียร์โดนรุม” มากถึง 50 ครั้ง เป็นการรุมทำร้ายที่รุนแรง ในเดือนเดียวกันนั้น หญิงชายและเด็ก รวมกัน 3,720 คน เสียชีวิตจากโรคเอดส์ อันเกิดจากการรุมทำร้ายที่รุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเพิกเฉยของรัฐบาลที่หยั่งรากมาจากโฮโมโฟเบียที่เพิ่มขึ้นในสังคม โฮโมโฟเบียแบบนี้มีสถาบันคอยรับรอง และอาจจะอันตรายมากขึ้นต่อการมีอยู่ของเควียร์เพราะระบุตัวผู้ก่อการไม่ได้ เราอนุญาตให้การทำร้ายพวกนี้เกิดขึ้นเพราะความนิ่งเฉยต่อเนื่อง ความไม่คิดจะสู้กลับของเราเอง ถึงตอนนี้ โรคเอดส์ได้ส่งผลกระทบต่อโลกของชายจริงหญิงแท้แล้ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงมาโทษว่าเอดส์เป็นความผิดเราและใช้ข้ออ้างนี้ในการแก้ต่างให้กับการกระทำความรุนแรงต่อเรา พวกมันไม่อยากได้เราแล้ว ก่อนที่มันจะยอมกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับเราใหม่ พวกมันจะรุมตี รุมข่มขืน รุมฆ่าเราเสียก่อน จะต้องให้ทำอะไรอีกถึงจะเห็นว่าสิ่งนี้มันไม่โอเค โกรธหน่อยสิ ถ้าโกรธแล้วยังไม่รู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้น ก็ลองเปลี่ยนเป็นความกลัว ถ้าความกลัวก็ยังไม่ได้อีก ลองความหวาดผวาดู

ตะโกนออกมา!

ภูมิใจซะ ทำอะไรก็ได้ที่จำเป็นต่อการกระชากตัวเองออกจากภาวะสยบยอมที่เธอเคยชิน เป็นอิสระซะ ตะโกนซะ

ปี 1969 เควียร์สู้กลับ ปี 1990 เควียร์กลับบอกว่าโอเค

ปีหน้าเราจะยังอยู่กันมั้ย?

[ไม่มีหัวเรื่อง]

ชั้นเกลียดเจสซี่ เฮมส์ ชั้นเกลียดนายเฮมส์มากถึงขั้นที่ชั้นจะปิติยินดีหากมันตายได้ ถ้ามันตายเพราะถูกคนฆ่า ชั้นจะถือว่าเป็นความผิดของมันเอง

อีกคนที่ชั้นเกลียดคือ โรนัลด์ เรแกน เพราะมันสังหารหมู่พวกพ้องของชั้นเป็นเวลากว่าแปดปี แต่ เอาจริงๆ แล้ว ชั้นเกลียดมันมากกว่าที่มันกล้าสรรเสริญ ไรอัน ไวท์ โดยที่ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง ไม่ยอมอ้อนวอนขออโหสิกรรมที่ทำให้ไรอันและคนอีกกว่าแสนต้องตาย คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเควียร์ ชั้นเกลียดที่มันเย้ยหยันความเศร้าโศกของเรา

ชั้นเกลียดอีดอกโป๊ป ชั้นเกลียดอีเหี้ยพระคาดินัลจอห์น โอคอนเนอร์ ชั้นเกลียดนิกายแคลอลิคระยำทั้งหมด ชั้นขอส่งความเกลียดชังนี้ไปให้เหล่าทวยทัพทั้งหลายด้วย ยิ่งไอ้พวกตำรวจผู้พิทักษ์กฎหมายแห่งอเมริกร๊วกทั้งหลายยิ่งตัวดี แม่งก็แค่พวกซาดิสต์ที่รัฐรองรับให้คุกคามกระเทยและโสเภณีตามท้องถนน คุกคามนักโทษเควียร์ในเรือนจำ อีกอย่างที่ชั้นเกลียดเหมือนกันคือสถาบันทางการแพทย์และสถาบันจิตเวช โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตแพทย์ที่กล่อมให้ชั้นหยุดมีเซ็กส์กับผู้ชายไปสามปี จนกว่าเรา (‘เรา’ ในที่นี้คือมันฝ่ายเดียว) จะสามารถเปลี่ยนชั้นจากเควียร์ให้เป็นไบเซ็กชวลได้ ชั้นยังเกลียดพวกอาชีพการศึกษาทั้งหลายด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ก็มีส่วนในการผลักไสเควียร์วัยรุ่นไปถึงจุดที่ต้องฆ่าตัวตายในแต่ละปี ชั้นเกลียดโลกศิลปะ”แสนสูงส่ง” อุตสาหกรรมบันเทิง สื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิวยอร์คไทม์ อันที่จริง ชั้นเกลียดทุกภาคส่วนของสถาบันชายจริงหญิงแท้ในประเทศนี้ คนพวกนี้อย่างร้ายที่สุดคืออยากให้เควียร์ตายไปให้หมดทุกคน อย่างดีที่สุดก็ไม่เคยแม้แต่จะโงหัวมาช่วยให้เราอยู่รอดเลย

ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้ที่มั่นหน้าว่าตัวเองสามารถพูดถึง ”การแฉ” ได้อย่างฉลาดหลักแหลม ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้ที่คิดว่าเรื่องของตัวเองเป็น”เรื่องสากล” ในขณะที่เรื่องของพวกเราไม่สามารถไปไกลกว่าเรื่องรักเพศเดียวกันได้ ชั้นเกลียดนักร้องนักดนตรีชายจริงหญิงแท้ที่สร้างอาชีพให้กับตัวเองด้วยการทำนาบนหลังเรา แล้วพอเราโกรธที่คุกคามเรา ยังมีหน้ามาเรียกคะแนนสงสารว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดแทนที่จะขอโทษ ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้ที่พูดว่า “เราไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไมคุณต้องใส่เสื้อและติดเข็มกลัดพวกนั้น เราเองก็ไม่เห็นต้องเดินป่าวประกาศให้โลกรู้เลยหนิเราว่าเป็นชายจริงหญิงแท้”

ชั้นเกลียดที่ตลอดเวลาสิบสองปีในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่เห็นเคยมีใครสอนชั้นเรื่องชาวเควียร์เลย ชั้นเกลียดที่ชั้นต้องเติบโตมาโดยคิดว่าชั้นคือเควียร์คนเดียวในโลก ชั้นเกลียดที่เด็กเควียร์ตอนนี้แทบทุกคนก็ยังต้องรู้สึกเหมือนที่ชั้นเคยรู้สึก ชั้นเกลียดที่ชั้นต้องทนเจ็บปวดกับการถูกเด็กคนอื่นๆ ดูถูกว่าเป็นอีวิปริตผิดเพศ และเกลียดยิ่งเข้าไปใหญ่ที่ชั้นถูกสอนมาให้รู้สึกละอายกับการถูกกระทำ ให้รู้สึกว่ามันเป็นความผิดของชั้นเองที่ต้องมาเจอความอำมหิตนี้ ชั้นเกลียดศาลฎีกาของประเทศนี้ที่ไฟเขียวให้วิธีการร่วมรักของชั้นเป็นอาชญากรรม ชั้นเกลียดที่ชายจริงหญิงแท้ยั้วเยี้ยไปหมดรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องเสือกกับชีวิตเซ็กส์ของชั้น ชั้นเกลียดที่ชายจริงหญิงแท้ชีวิตบิดเบี้ยวได้เป็นพ่อคนแม่คนกันเต็มไปหมด ในขณะที่ชั้นต้องสู้แทบตายแค่เพื่อจะ ได้รับอนุญาต ให้เป็นพ่อคนกับเค้าบ้าง ชั้นเกลียดพวกชายจริงหญิงแท้

เธออยู่ไหนล่ะเพื่อนสาว?

เราต้องรับผิดชอบกับภาวะอากาศธาตุของเราเอง

เราใส่เข็มกลัดสามเหลี่ยมสีชมพูของเราไปทุกที่ เวลาอยู่ในที่สาธารณะ เราไม่ลดเสียงเราให้เบาลงเวลาพูดถึงความรักหรือเซ็กส์ของเลสเบี้ยน เราบอกคนเสมอว่าเราเป็นเลสเบี้ยน เราไม่รอให้มีคนถามถึง ”แฟนหนุ่ม” เราก่อน เราไม่พูดว่า “เรื่องส่วนตัวของเรา”

ที่เราทำแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อชายจริงหญิงแท้ คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้สามเหลี่ยมสีชมพูหมายถึงอะไร คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้สนหรอกว่าเรากับแฟนสาวจะรักกันท่วมท้นหรือจะทะเลาะกันริมถนน คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่รับรู้การมีอยู่ของเราหรอกไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราทำสิ่งที่เราเพื่อสื่อสารกับเลสเบี้ยนคนอื่นๆ ต่างหาก เราทำสิ่งที่เราทำเพราะเราไม่อยากให้เลสเบี้ยนคนอื่นคิดว่าเราเป็นหญิงแท้ เราเปิดตัวตลอดเวลา ในทุกที่ เพราะเราอยากสื่อสารให้เธอรับรู้ บางทีเธออาจจะเห็นเรา เราอาจจะเปิดบทสนทนากัน เราอาจจะกลายเป็นเพื่อนกัน บางทีเธออาจจะไม่พูดอะไร แต่สายตาเราจะประสานกัน แล้วเราจะจินตนาการถึงเธอในร่างเปลือยเปล่า ร่างของเธอที่ชุ่มเหงื่อ ปากของเธอที่เปิดกว้าง แผ่นหลังเธอที่นูนโค้งระหว่างที่เราเย็ดกัน เราจะมีความสุขที่รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ เราจะมีความสุขที่เราต่างหากันเจอ โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ โดยที่ไม่กินเวลาไปเกินกว่าเพียงชั่วขณะเดียว

แต่ไม่

เธอจะไม่ติดเข็มกลัดสามเหลี่ยมสีชมพูนั้นไว้ที่คอเสื้อเธอ สายตาของเธอจะไม่มองสายตาเย้ายวนที่ชั้นส่งไปให้ริมถนน ในที่ทำงาน เธอจะหลีกเลี่ยงชั้นเพราะชั้นมันเปิดตัว”แรง”ไป ถ้าเราเจอกันในร้านเหล้า เธอจะตำหนิที่ชั้น”การเมืองเกินไป” เธอปฏิเสธที่จะรับรู้ชั้นในที่สาธารณะเพราะความเป็นเลสเบี้ยนของ ”ชั้น” นั้นมัน ”ฉูดฉาดกระแทกตา” เกินไป แต่แล้วเธอก็จะอยากให้ชั้นเป็นคนรักของเธอ เธออยากได้ชั้นเป็นเพื่อน เธออยากให้ชั้นรักเธอ อยากให้ชั้นอยู่เคียงข้างเธอ อยากให้ชั้นสู้เพื่อสิทธิของ ”เรา” ในการมีชีวิตอยู่

เธออยู่ไหนล่ะ?

ปากเธอพล่ามว่าทำไมเควียร์ถึงเป็นอากาศธาตุ แต่ตัวเธอกลับหนีกลับบ้านกลับรังรักไปหาคนรักของเธอ เธอชนแก้วกับเพื่อนของเธอที่ร้านเหล้ากันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเดินโซเซเรียกรถกลับบ้าน เวลาเธออยู่กับครอบครัว กับเจ้านาย กับเพื่อนบ้าน และกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลาย เธอนั่งปิดปากเงียบด้วยความสำรวม เธอปล่อยให้พวกมันพูดถึงเราอย่างบิดเบือน เธอปล่อยให้มันเย้ยหยันเรา เธอปล่อยให้มันทารุณเรา พอเธอกลับมาถึงบ้าน เธอรู้สึกอยากจะกรีดร้องออกมา แต่แล้วเธอก็ใช้การงานของเธอ ใช้ความสัมพันธ์ ใช้การที่เธอไปสังสรรค์กับเลสเบี้ยนคนอื่น มาช่วยซึมซับความโกรธของเธอ เธอจะสงสัยอะไรอยู่อีกว่าทำไมถึงหาชั้นไม่เจอสักที เธอยังจะตั้งคำถามไปอีกเพื่ออะไรว่าทำไมเธอถึงรู้สึกเหงา ว่าทำไมเธอถึงโกรธ ว่าทำไมเธอถึงรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย

ลุกขึ้นมา ตื่นสักทีเถอะเพื่อนสาว!!

ชีวิตของเธอมันอยู่ในมือของเธอเอง

เวลาที่เรายอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อเปิดเผยตัวเรา เราทำเพื่อทั้งตัวเองและตัวเธอ เวลาที่เรายอมเสี่ยงแล้วมันได้ผล (ถ้าเธอได้ลอง เธอจะรู้ว่ามันได้ผลอยู่บ่อยๆ) ประโยชน์ก็ตกอยู่ทั้งที่เธอและที่เรา แต่เวลามันไม่ได้ผล กลับมีแค่เราคนเดียวที่ต้องรับโทษ เธอลอยตัวเหนือความทุกข์

แต่แกเอ้ย แกจะมารอให้เลสเบี้ยนคนอื่นทำให้โลกนี้ปลอดภัยสำหรับแกไม่ได้นะเว่ย หยุดนั่งรออนาคตเลสเบี้ยนที่ดีกว่าได้แล้ว การปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้ที่นี่ถ้าเพียงแต่เราเริ่มซักที

เธออยู่ไหนเนี่ยเพื่อนสาว เราสอดส่องหาเธออยู่ เราสอดส่องหาเธออยู่ ทำไมเราถึงเห็นเธอแค่ตอนวันเกย์ไพรด์ล่ะ

เราเผยออกมาแล้ว เธอไปทำเหี้ยอยู่ที่ไหน

[ไม่มีหัวเรื่อง]

เวลามีคนมาทำร้ายเธอเพราะว่าเธอเป็นเควียร์ มันถือว่าเป็นการรุมเควียร์ ใช่ป่ะ

กลุ่มคนกว่าครึ่งร้อยเดินออกจากบาร์เกย์ตอนที่ร้านปิด ที่ฝั่งตรงข้ามถนน กลุ่มเด็กผู้ชายแท้แค่หยิบมือยืนจับกลุ่มกันตะโกนว่า “อีวิปริต” แล้วเขวี้ยงขวดเบียร์มาที่ฝูงชนหน้าร้าน ถ้าเทียบกันแล้ว จำนวนคนที่หน้าบาร์มีมากกว่ากลุ่มเด็กถึงสิบต่อหนึ่ง เควียร์สามคนขยับตัวจะตอบโต้ แต่คนอื่นในกลุ่มกลับไม่มีใครร่วมด้วยเลย ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นเป้านิ่งทั้งๆ ที่ฝั่งเรามีคนมากขนาดนี้

วันแรงงาน ณ สวนจัตุรัสทอมกินส์ ที่ลานแสดงคอนเสิร์ตและแดรกโชว์กลางแจ้งประจำปี เกย์ชายกลุ่มนึงถูกวัยรุ่นหัวไม้รังควาน ทั้งๆ ที่อยู่ท่ามกลางเกย์และเลสเบี้ยนหลายพันคน กลุ่มวัยรุ่นชายแท้นี้กลับสามารถซัดเกย์สองคนจนลงไปกองกับพื้นได้ ก่อนที่จะยืนจังก้าหัวเราะกันอย่างภูมิใจ ด้านตัวพิธีกร พอเห็นท่าไม่ดีมาจากบนเวที กลับพูดเตือนฝูงชนว่า “ระวังตัวกันด้วยนะสาวๆ เราแต่งตัวกันจัดเต็มขนาดนี้ ผู้ชายมาเห็นเลยสติหลุดกัน” ประหนึ่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตะกี้เป็นแค่การแกล้งกันขำๆ เพราะผู้ชายรู้สึกหมั่นเขี้ยวชุดที่เหยื่อใส่ ประหนึ่งว่าสิ่งที่เกิดเมื่อตะกี้ไม่ใช่การมุ่งทำร้ายใครหน้าไหนก็ได้ ซึ่งก็มีสิทธิเป็นทุกๆ คนที่อยู่ในงาน จะต้องให้ถึงจุดไหนกันฝูงชนถึงจะลุกขึ้นมาประจันหน้ากับผู้ก่อการ

หลังจากที่ เจมส์ แซปปาลอร์ติ ชายผู้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ต่อสาธารณะ ถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็นที่เกาะสแตเทนเมื่อฤดูหนาวปีนี้ มีการจัดชุมนุมเรื่องการตายของไปหนึ่งครั้ง โดยมีคนมาร่วมงานแค่ร้อยคน ในทางตรงกันข้าม เมื่อยูเซฟ ฮอว์กินส์ วัยรุ่นหนุ่มผิวดำ ถูกยิงตายเพราะล้ำเข้าไป “ถิ่นคนขาว” ในย่านเบนสันเฮอร์ส แอฟฟริกันอเมริกันจำนวนมากลงถนนเดินขบวนผ่านย่านนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่ชายผิวดำถูกฆ่าก็เพราะเค้าเป็นคนผิวดำ คนผิวสีทั้งเมืองรู้ว่ามันคือเหตุผลนี้และลุกขึ้นมาตอบโต้ กระสุนที่ยิงโดนฮอว์กินส์เป็นกระสุนที่คนเหนี่ยวไกตั้งใจให้ยิงถูกคนผิวดำคนไหนก็ได้ เกย์กับเลสเบี้ยนคิดเหรอว่ามีดที่แทงทะลุขั้วหัวใจของแซปปาลอร์ติตั้งใจจะแทงแค่เค้าคนเดียว

โลกชายจริงหญิงแท้กล่อมจนเราเชื่อกันอย่างสนิทใจว่าเราเป็นเหยื่อที่ไม่มีทางสู้ ว่าเราสมควรแล้วที่ต้องเจอความรุนแรงอย่างที่เราเจอ ว่าเวลาเผชิญปัญหา ชาวเควียร์จะแขนขาอ่อนเปลี้ยจนทำอะไรไม่ถูก โกรธซะ! เราต้องไม่ยอมทนกับการทำร้ายพวกนี้ ทำอะไรบางอย่าง! ระลึกให้ได้ว่าการรุกรานแค่เพียงสมาชิกคนเดียวของชุมชนเควียร์หมายถึงการรุกรานชาวเควียร์ทุกคน หากเราอนุญาตให้พวกเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันรุนแรงกับเราได้ หากเราอนุญาตให้พวกมันสร้างความหวาดกลัวในชีวิตเราได้ ความเกลียดชังของมันที่เราต้องรองรับจะโหดร้ายและถี่ขึ้น จะให้ร่างกายของเธอเป็นเป้านิ่งให้ความรุนแรงไม่ได้ ร่างกายของเธอมีคุณค่าและต้องรักษาไว้ เธอมีสิทธิที่จะปกป้องมัน ไม่ว่ามันจะบอกว่าอะไรก็ตาม ความเควียร์ของเธอต้องได้รับการคุ้มครองและความเคารพ เธอควรที่จะต้องเข้าใจให้ได้ว่าชีวิตของเธอมีคุณค่าเกินจะประเมินได้ เพราะหากเธอไม่เชื่อสักทีว่ามันมีค่า ชีวิตของเธอก็จะถูกพรากไปได้ง่ายๆ เช่นกัน ถ้าเธอรู้ว่าทำยังไงถึงจะสามารถสยบคนที่จะเข้ามาทำร้ายเธอได้อย่างมีประสิทธิภาพและนิ่มนวล ก็เอาเลย ทำตามนั้นซะ แต่ถ้าเธอไม่มีทักษะพวกนี้ ต้องคิดแล้วแหละว่าจะควักลูกกะตาไอ้เหี้ยแม่งออกมายังไง จะฟาดหน้ามันยังไห้จมูกแม่งยุบไปถึงสมอง จะใช้ขวดแก้วแตกๆ เป็นอาวุธปาดคอมันยังไง ทำอะไรเป็นก็ทำตามนั้น จำเป็นต้องทำอะไรก็ทำไป รักษาชีวิตตัวเองไว้!

ทำไมต้องเควียร์?

เควียร์!

อ่า เราจำเป็นต้องใช้คำนี้จริงๆ เหรอ มันคำเจ้าปัญหานะเนี่ย เกย์แต่ละคนมีความเห็นของตัวเองว่าคำนี้เป็นยังไง สำหรับบางคน คำว่าเควียร์หมายถึงความแปลกประหลาด ความพิสดาร มีอารมณ์ของความพิศวงอยู่ โอเคเลยนะ เราชอบนิยามนี้ แต่เกย์น้อยหญิงชายบางคนไม่ได้มองแบบนี้ เพราะมองว่าตัวเองปกติ ไม่ได้แปลกอะไร ในขณะที่สำหรับคนอื่นๆ คำว่าเควียร์มันปลุกความทรงจำแย่ๆ สมัยเป็นวัยรุ่นที่มีความทุกข์ เควียร์ คำนี้อย่างดีที่สุดก็ให้อารมณ์คุ้นเคย อารมณ์ขมปนหวาน แต่อย่างร้ายที่สุดก็ทำให้รู้สึกอ่อนแอและเจ็บปวด เราใช้คำว่า “เกย์” แทนไม่ได้เหรอ คำว่าเกย์มันสดใสกว่าตั้งเยอะ แล้วเกย์เองก็แปลว่า ”เบิกบานสำราญใจ” ไม่ใช่เหรอ เมื่อไหร่พวกหัวรุนแรงประจัญบานอย่างแกจะรู้จักโตสักที เมื่อไหร่จะเลิกเห่อทำตัวให้แตกต่างจากชาวบ้านสักที

ทำไมต้องเควียร์…

เออ ใช่ คำว่า ”เกย์” นี่ก็ปังอยู่แหละ มันมีที่ทางของมันเอง แต่ว่าเวลาเลสเบี้ยนและเกย์จำนวนไม่น้อยตื่นเช้ามาในแต่ละวัน เราไม่ได้รู้สึกเกย์รู้สึกเบิกบานนะ เรารู้สึกโกรธและขยะแขยง ดังนั้น เราจึงเลือกที่จะเรียกตัวเองว่าเควียร์ การเลือกใช้คำว่า ”เควียร์” เป็นการช่วยย้ำเตือนตัวเราเองว่าโลกนี้มองพวกเรายังไง คำว่า ”เควียร์” มันบอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตในโลกของชายจริงหญิงแท้อย่างระมัดระวังหรืออย่างคนชายขอบ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนไหวพริบดีหรือมีเสน่ห์แพรวพราว เราใช้คำว่าเควียร์ในฐานะที่เราเป็นเกย์ชายที่รักเลสเบี้ยนและเลสเบี้ยนที่รักความเป็นเควียร์ คำว่าเควียร์ไม่เหมือนคำว่าเกย์เพราะเควียร์ไมไ่ด้แปลว่าเพศชาย

และเวลาที่เราใช้คำว่าเควียร์กับเกย์และเลสเบี้ยนคนอื่น นั่นคือวิธีนึงที่เราเสนอให้ชาวเราถอดหัวโขนแล้วมาสามัคคีกัน ให้ลืมความแตกต่างที่เราแต่ละคนมี(ไปก่อน) เพราะเราทุกคนเผชิญหน้ากับศัตรูที่เจ้าเล่ห์กว่าร่วมกัน ใช่ คำว่าเควียร์มันเป็นคำที่ยาก แต่มันก็เป็นอาวุธแสนแยบยลและประชดประชันที่เราสามารถขโมยมาจากมือของพวกเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันได้ แล้วเอามาใช้สู้กับพวกแม่งเอง

ไม่เอาตำรวจทางเพศ

ใครที่พูดว่าการเปิดตัวไม่ใช่ส่วนนึงของการปฏิวัตินี่แสดงว่าหลงประเด็น ภาพทางเพศเชิงบวกและสิ่งที่ภาพพวกนี้สำแดงออกมาช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ เพราะมันยืนยันการมีชีวิตแบบนี้และเปิดทางให้คนสามารถใช้ชีวิตต่อไปโดยมีความรักให้ตัวเองได้ แทนที่จะเกลียดชังตัวเอง คำขวัญว่า “ดำเป็นสิ่งสวยงาม” เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนมากฉันใด คำของเราที่ว่า “อ่านปากของชั้น” ก็ยืนยันความเควียร์ท่ามกลางความเกลียดชังและความไร้ตัวตนฉันนั้น ความเกลียดชังและความไร้ตัวตนที่เห็นได้จากงานศึกษาเรื่องการฆ่าตัวตายชิ้นล่าสุดของรัฐบาลซึ่งรายงานว่าอย่างน้อยหนึ่งในสามของวัยรุ่นที่ฆ่าตัวตายเป็นเควียร์เด็ก ประเด็นนี้ยังเห็นได้ชัดขึ้นอีกจากการที่คนอายุน้อยกว่า 21 ปีติดเชื้อเฮชไอวีกันมากขึ้น

เควียร์อย่างเราถูกเกลียดชังมากที่สุดก็เพราะเรื่องเพศของเรา อธิบายก็คือ การที่เรามีสัมผัสทางกายกับคนเพศเดียวกัน กิจกรรมทางเพศและการแสดงออกทางเพศของเราเนี่ยแหละคือสิ่งที่ทำให้เราเสี่ยงโดนทำร้ายร่างกายมากที่สุด ความแตกต่าง ความเป็นอื่น และความเฉพาะตัว สามสิ่งนี้ที่พวกเรามีสามารถทำให้เราอ่อนเปลี้ย หรือจะปลุกความเป็นการเมืองในตัวเราก็ได้ หวังว่าพวกเราส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยให้เราต้องตายเพราะสิ่งนี้

[ไม่มีหัวเรื่อง]

ทำไมเราถึงปล่อยให้พวกหญิงแท้ชายแท้เข้ามาในผับในบาร์ของเควียร์ได้ มันยังไงกันเนี่ย ที่พวกชายจริงหญิงแท้บอกว่าชอบเรามากเพราะเรา “ปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยง” ใครถามความเห็นมึงเหรอ ไอ้ที่เราสุดเหวี่ยงกันก็เพราะเราจำเป็นต้องระบายความอัดอั้นที่พวกมันทำให้เรารู้สึกตลอดเวลาออกมา ก่อนที่เราจะอกแตกตายกันหมด พวกมันพอรู้สึกอยากจะจู๋จี๋กันขึ้นมาก็จัดเลย ไม่สนหรอกว่าจะเป็นที่ไหน มิหนำซ้ำยังกินที่ชาวบ้านบนแดนซ์ฟลอร์เวลาเต้นกันเป็นคู่อย่างมั่นหน้า แม่งห้อยความรักต่างเพศของแม่งประหนึ่งว่าเป็นว่าป้ายห้ามเข้า เป็นโฉนดความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

เราจะยอมทนให้พวกแม่งรุกรานพื้นที่ของเราประหนึ่งว่าตัวเองมีสิทธิจะทำได้ไปทำเหี้ยอะไร ทำไมเราถึงปล่อยให้มันโอ้อวดความรักต่างเพศของพวกแม่งจนแทบจะทิ่มลูกกะตาในพื้นที่สาธารณะเพียงไม่กี่แห่งที่เราสามารถเซ็กซี่กันได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้าย ความรักต่างเพศซึ่งโลกชายจริงหญิงแท้ใช้เป็นอาวุธมาจัดการเรา

ถึงเวลาแล้วที่เราจะหยุดไม่ให้ชายจริงหญิงแท้สร้างกฏเกณฑ์ทั้งหลาย เรามาเริ่มกันด้วยการแปะป้ายนี้ไว้หน้าคลับและบาร์เควียร์ทุกแห่ง

ข้อปฏิบัติสำหรับชายจริงหญิงแท้

1. แสดงความรักของพวกเธอให้น้อยที่สุด (การจูบ, การจับมือ, การสวมกอด) สถานที่นี้ไม่ต้องการเรื่องทางเพศของเธอ และคนหลายคนในที่นี้รู้สึกว่ามันน่าสะอิดสะเอียน

2. ถ้าจำเป็นที่จะต้องเต้นซบกันจริงๆ กรุณาเต้นกันอย่างสงบเงี่ยมให้มากที่สุด

3. อย่าทำหน้าโง่ใส่หรือจ้องมองเลสเบี้ยนหรือเกย์ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลสเบี้ยนที่ออกแมนหรือแดรกควีน เราไม่ไช่ความบันเทิงของคุณ

4. ถ้ารับไม่ได้ที่คนเพศเดียวกันจะมาจีบหรือยั่วใส่ ก็ออกไปซะ

5. อย่าโอ้อวดความรักเพศเดียวกันของตัวเอง ระมัดระวังตัวเองให้ดี รับให้ได้หากจะมีคนคิดว่าเธอเป็นเลสหรือเป็นตุ๊ดแต๋ว

6. ถ้ารู้สึกว่าข้อปฎิบัตินี้ไม่ยุติธรรม ให้ไปต่อกรกับโฮโมโฟเบียในคลับของชายจริงหญิงแท้แทน หรือมิฉะนั้น

7. จะไปตายห่าที่ไหนก็ไป

ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้

ชั้นมีเพื่อนมีฝูง เพื่อนชั้นบางคนก็เป็นชายจริงหญิงแท้

ปีแล้วปีเล่า ชั้นนัดเจอเพื่อนชายจริงหญิงแท้ ชั้นอยากเจอพวกเค้า อยากรู้สารทุกข์สุขดิบ อยากเพิ่มอะไรใหม่ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างชั้นกับเค้าที่ซับซ้อนและย้อนหลังกันไปนาน อยากจะรู้สึกถึงความต่อเนื่องอะไรบางอย่าง

ปีแล้วปีเล่า ชั้นตระหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่าเรื่องราวในชีวิตของชั้นไม่มีความสำคัญกับเค้าเลย เค้าฟังเรื่องราวของชั้น เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ชั้นเป็นแค่ติ่งแค่ภาคผนวกในปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายที่มีในโลกนี้ โลกแห่งอำนาจและอภิสิทธิ์ โลกแห่งภาคส่วน โลกแห่งการกีดกัน

“ไม่จริงซะหน่อย” เพื่อนชายจริงหญิงแท้ของชั้นเถียงกลับ ในการเมืองเรื่องอำนาจแล้วนั้น มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนเสมอ นั่นก็คือ คนที่ถูกปล่อยไว้นอกวงจะวิงวอนขอเป็นส่วนหนึ่งของวงด้วย ในขณะที่คนในจะอ้างว่าคนนอกอันที่จริงแล้วไม่ได้อยู่นอกวงซะหน่อย ผู้ชายทำอย่างงี้กับผู้หญิง คนขาวทำอย่างงี้กับคนดำ และทุกคนทำอย่างงี้กับเควียร์

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เส้นแบ่งหลักถูกขีดด้วยการสืบพันธุ์และครอบครัว คำหลังนี่เป็นคำมหัศจรรย์ หลายต่อหลายครั้งที่ครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา ที่เราเติบโตมาด้วย ตัดญาติตัดสัมพันธ์กับเราพอรู้ว่าตัวตนจริงๆ ของเราคืออะไร และหนักไปยิ่งกว่านั้น เราเองก็ถูกขัดขวางไม่ให้มีครอบครัวของเราเองด้วย ในประเด็นเรื่องการมีลูกและการเลี้ยงลูกนั้น เราถูกลงทัณฑ์ เราโดนดูถูกและปิดทางต่างๆ ปฏิบัติกับเราเหมือนเราเป็นภัยต่อความมั่นคง เราโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าเราจะพยายามต่อสู้ให้มีลูกได้ หรือปฏิเสธที่จะมีลูก ทั้งหมดนี้ประหนึ่งว่าการแพร่พันธุ์สปีชีส์มนุษย์มันเปราะบางมากเสียจนต้องมีแบบแผนบังคับ มิฉะนั้น มนุษยชาติจะละลายกลับไปเป็นโคลนเหลวยุคดึกดำบรรพ์

ชั้นเกลียดที่ต้องคอยเกลี้ยกล่อมให้ชายจริงหญิงแท้เชื่อว่าเลสเบี้ยนและเกย์อาศัยอยู่ในเขตสงคราม ว่าชีวิตของเรารายล้อมไปด้วยระเบิดเสียงอึกทึกที่ดูเหมือนมีแค่เราที่ได้ยิน ว่าทั้งร่างไร้ลมหายใจและดวงวิญญาณของเรานั้นถูกวางทับกันเป็นกองพะเนิน เราล้มตายจากความตกใจ เราตายเพราะถูกตี ถูกข่มขืน เราตายเพราะความเศร้าโศก เพราะโรค ความเป็นคนของเราถูกกระชากออกไปหมดแล้ว

ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้รับฟังความโกรธของเควียร์แล้วอดไม่ได้ที่ต้องพูดว่า “เฮ้ย แต่ชายจริงหญิงแท้ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นกันทุกคนนะ เราก็ชายจริงหญิงแท้นะเว่ย” ประหนึ่งว่าไอ้โลกจองหองที่ให้ค่าแค่ความรักต่างเพศใบนี้ยังฟูมฟักและปกป้องอีโก้ของตัวเองไม่พออีก ทำไมเราต้องมานั่งประคบประหงมพวกแม่ง ในเมื่อความโกรธ ของเราก็เป็นผลมาจากสังคมเหี้ยๆ ของพวกแม่งเอง จะให้หยอดคำปลอบใจไปทำไม “แน่นอนว่าเราไม่ได้หมายถึงแกเว่ย แกไม่ได้ทำตัวแบบนั้นซะหน่อย” ปล่อยให้มันคิดเอาเองว่าตัวมันสมควรที่จะเป็นส่วนนึงของความโกรธเรามั้ย

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้แปลว่าพวกชายจริงหญิงแท้ต้องรับฟังความโกรธของเรา แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เคยจะฟังกันหรอก ชายจริงหญิงแท้จะเปลี่ยนประเด็นด้วยการพูดว่า “เราไม่ได้เป็นแบบนั้นซะหน่อย” หรือไม่ก็ “ดูซิใครกันแน่ที่กำลังเหมารวม” หรือ “ถ้าอยากให้เค้าคนรับฟัง ต้องพูดสุภาพ พูดจาให้น่าฟังหน่อย” หรือ “ถ้ามัวแต่สนใจเรื่องลบๆ ก็เท่ากับเธอเองกำลังให้อำนาจมันนะ” ไม่ก็ “ในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่มีความทุกข์นะ” พวกชายจริงหญิงแท้ชอบบอกว่า “อย่ามาขึ้นเสียงกับเราสิ เราอยู่ฝั่งแกนะเว่ย” หรือ “เราว่าแกตีโพยตีพายเกินเหตุ” หรือ “โอ้ย แกนี่อมทุกข์เหลือเกินนะ

ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกโกรธ

มันสอนเรามาว่าเควียร์ที่ดีต้องไม่โกรธไม่คลั่ง มันสอนเรามาดีซะจนเราไม่เพียงแต่ซ่อนความโกรธจากพวกมันเอง แต่เรายังซ่อนความโกรธจากกันและกันด้วย เราถึงขึ้นซ่อนความโกรธนี้จากตัวเราเองด้วยซ้ำ เราซ่อนความโกรธของเราด้วยการใช้ยาเสพติด ด้วยการฆ่าตัวตาย ด้วยความกระหายในการประสบความสำเร็จเพราะหวังว่ามันจะเครื่องพิสูจน์ว่าเรามีคุณค่า ทั้งๆ ที่มันทั้งรุมตีรุมแทงเรา ยิงเรา เขวี้ยงระเบิดใส่เรา โดยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เรากลับตกใจเวลาเห็นเควียร์ที่ทนไม่ไหวแล้วถือป้ายประท้วงว่าให้ตีมันกลับ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มันปล่อยให้เราตายกันเป็นเบือ แต่เราก็ยังเสือกไปขอบคุณไอ้ประธานาธิบดีบุชที่ปลูกต้นไม้ไปต้นนึง เรากลับชื่นชมประธานาธิปดีเปรียบผู้มีเชื้อเฮชไอวีว่าเหมือนเหยื่อจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่ไม่ยอมใส่เข็มขัดนิรภัย ปล่อยให้ตัวเองโกรธเถอะ ปล่อยให้ตัวเองโกรธเถอะที่ราคาที่ต้องจ่ายของการไม่เป็นอากาศธาตุอีกต่อไปคือคำขู่ทำร้ายทีไม่จบไม่สิ้น คือความรุนแรงเพื่อต่อต้านชาวเควียร์ที่ทุกภาคส่วนของสังคมนี้ล้วนมือเปื้อนเลือดทั้งสิ้น ปล่อยให้ตัวเองโกรธเถอะที่ไม่มีที่ไหนในประเทศนี้เลยที่เราปลอดภัย ไม่มีที่ไหนเลยที่เราไม่ได้ตกเป็นเป้าของความเกลียดชังและการถูกทำร้าย เป็นเป้าของการความเกลียดชังที่เรามีต่อตัวเอง เป้าของการฆ่าตัวเองให้ตาย ให้กลับซ่อนอยู่ในตู้ ให้เราไม่กล้าเปิดตู้ออกมา

ครั้งต่อไปที่ชายจริงหญิงแท้พล่ามด่าเธอที่เธอโกรธเธอโมโห บอกมันไปว่าถ้าอะไรๆ ยังเป็นเหมือนเดิม เธอไม่ต้องการหลักฐานอะไรอีกแล้วว่าโลกนี้มันหมุนไปได้ก็เพราะมันสูบพลังงานไปจากเธอ บอกมันไปว่าเธอไม่อยากเห็นแต่คู่ชายจริงหญิงแท้เดินซื้อข้าวสารอาหารแห้งในโฆษณาทีวี เธอไม่อยากให้ใครมาอวดรูปเด็กทารกอีกแล้วกระทั่งเธอจะมีลูกได้เองบ้าง ขอร้องเถอะ ไม่ต้องชวนไปงานแต่ง งานเลี้ยงคุณแม่ตั้งครรภ์ งานฉลองครบรอบอะไรก็ตาม เธอจะไปก็ต่อเมื่อเจ้าภาพงานคือพี่น้องผองเควียร์ของเรา บอกมันไปด้วยว่าอย่าหนีประเด็นด้วยคำพูดประเภท “เธอมีสิทธิ” “เธอมีอภิสิทธิ์” “เธอเว่อเกินเหตุ” หรือ “เธอเอาแต่มองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ” จงบอกให้ชายจริงหญิงแท้ “ไปไกลๆ กระทั่งจะเปลี่ยนตัวเองได้” ไปไกลๆ ซะ แล้วลองดูละกันว่าโลกที่ใช้เควียร์เป็นกระดูกสันหลัง ที่ใช้ความกล้าหาญ ใช้มันสมอง และจิตวิญญาณของเควียร์ จะเป็นยังไงถ้าขาดเควียร์ผู้กล้าแกร่งไป บอกให้มันไปให้พ้นตาซะกระทั่งชายจริงหญิงแท้ลองเดินจับมือกับคนเพศเดียวกันในสาธารณะสักเดือนนึงดู ถ้ายังรอดมาได้ ค่อยมาว่ากันว่ามันมีความเห็นยังไงเกี่ยวกับความโกรธที่เรามี มิฉะนั้นแล้ว บอกมันให้หุบปากและฟังก่อน


ต้นฉบับ/Original Text

Text of a manifesto originally passed out by people marching with the ACT UP contingent in the New York Gay Pride Day parade, 1990.

How can I tell you. How can I convince you, brother; sister that your life is in danger. That everyday you wake up alive, relatively happy, and a functioning human being, you are committing a rebellious act. You as an alive and functioning queer are a revolutionary. There is nothing on this planet that validates, protects or encourages your existence. It is a miracle you are standing here reading these words. You should by all rights be dead.

Don’t be fooled, straight people own the world and the only reason you have been spared is you’re smart, lucky, or a fighter. Straight people have a privilege that allows them to do whatever they please and f— without fear. But not only do they live a life free of fear; they flaunt their freedom in my face. Their images are on my TV, in the magazine I bought, in the restaurant I want to eat in, and on the street where I live. I want there to be a moratorium on straight marriage, on babies, on public displays of affection among the opposite sex and media images that promote heterosexuality. Until I can enjoy the same freedom of movement and sexuality, as straights, their privilege must stop and it must be given over to me and my queer sisters and brothers.

Straight people will not do this voluntarily and so they must be forced into it. Straights must be frightened into it. Terrorized into it. Fear is the most powerful motivator. No one will give us what we deserve. Rights are not given they are taken, by force if necessary.

It is easier to fight when you know who your enemy is. Straight people are you enemy. They are your enemy when they don’t acknowledge your invisibility and continue to live in and contribute to a culture that kills you.

Every day one of us is taken by the enemy. Whether it is an AIDS death due to homophobic government inaction or a lesbian bashing in an all-night diner (in a supposedly lesbian neighborhood), we are being systematically picked off and we will continue to be wiped out unless we realize that if they take one of us they must take all of us.


An Army of Lovers Cannot Lose

Being queer is not about a right to privacy; it is about the freedom to be public, to just be who we are. It means everyday fighting oppression; homophobia, racism, misogyny, the bigotry of religious hypocrites and our own self-hatred. (We have been carefully taught to hate ourselves.) And now of course it means fighting a virus as well, and all those homo-haters who are using AIDS to wipe us off the face of the earth.

Being queer means leading a different sort of life. It’s not about the mainstream, profit-margins, patriotism, patriarchy or being assimilated. It’s not about executive directors, privilege and elitism. It’s about being on the margins, defining ourselves; it’s about gender-f— and secrets, what’s beneath the belt and deep inside the heart; it’s about the night. Being queer is “grass roots” because we know that everyone of us, every body, every c—, every heart and a– and d— is a world of pleasure waiting to be explored. Everyone of us is a world of infinite possibility.

We are an army because we have to be. We are an army because we are so powerful. (We have so much to fight for; we are the most precious of endangered species.) And we are an army of lovers because it is we who know what love is. Desire and lust, too. We invented them. We come out of the closet, face the rejection of society, face firing squads, just to love each other! Every time we f—, we win.

We must fight for ourselves (no else is going to do it) and if in that process we bring greater freedom to the world at large then great. (We’ve given so much to that world: democracy, all the arts, the concepts of love, philosophy and the soul, to name just a few of the gifts from our ancient Greek Dykes, Fags.) Let’s make every space a Lesbian and Gay space. Every street a part of our sexual geography. A city of yearning and then total satisfaction. A city and a country where we can be safe and free and more. We must look at our lives and see what’s best in them, see what is queer and what is straight and let that straight chaff fall away! Remember there is so, so little time. And I want to be a lover of each and every one of you. Next year, we march naked.

I’m Angry

The strong sisters told the brothers that there were two important things to remember about the coming revolutions. The first is that we will get our a–es kicked. The second is that we will win.

I’m angry. I’m angry for being condemned to death by strangers saying, “You deserve to die” and “AIDS is the cure.” Fury erupts when a Republican woman wearing thousands of dollars of garments and jewelry minces by the police lines shaking her head, chuckling and wagging her finger at us like we are recalcitrant children making absurd demands and throwing a temper tantrum when they aren’t met. Angry while Joseph agonizes over $8,000 a year for AZT which might keep him alive a little longer and which does make him sicker than the disease he is diagnosed with. Angry as I listen to a man tell me that after changing his will five times he’s running out of people to leave things to. All of his best friends are dead. Angry when I stand in a sea of quilt panels, or go to a candlelight march or attend yet another memorial service. I will not march silently with a f—ing candle and I want to take that goddamned quilt and wrap myself in it and furiously rent it and my hair and curse every god religion ever created. I refuse to accept a creation that cuts people down in the third decade of their life. It is cruel and vile and meaningless and everything I have in me rails against the absurdity and I raise my face to the clouds and a ragged laugh that sounds more demonic than joyous erupts from my throat and tears stream down my face and if this disease doesn’t kill me, I may just die of frustration. My feet pound the streets and Peter’s hands are chained to a pharmaceutical company’s reception desk while the receptionist looks on in horror and Eric’s body lies rotting in a Brooklyn cemetery and I’ll never hear his flute resounding off the walls of the meeting house again. And I see the old people in Tompkins Square Park huddled in their long wool coats in June to keep out the cold they perceive is there and to cling to whatever little life has left to offer them, and I think, ah, they understand. And I’m reminded of the people who strip and stand before a mirror each night before they go to bed and search their bodies for any mark that might not have been there yesterday. A mark that this scourge has visited them. And I’m angry when the newspapers call us “victims” and sound alarms that “it” might soon spread to the “general population.” And I want to scream “Who the f— am I?” And I want to scream at New York Hospital with its yellow plastic bags marked “isolation linen,” “ropa infecciosa” and its orderlies in latex gloves and surgical masks skirt the bed as if its occupant will suddenly leap out and douse them with blood and semen giving them too the plague. And I’m angry at straight people who sit smugly wrapped in their self-protective coat of monogamy and heterosexuality confident that this disease has nothing to do with them because it only happens to “them.” And the teenage boys who upon spotting my “Silence = Death” button begin chanting “Faggots gonna die” and I wonder, who taught them this? Enveloped in fury and fear, I remain silent while my button mocks me every step of the way. And the anger I feel when a television program on the quilt gives profiles of the dead and the list begins with a baby, a teenage girl who got a blood transfusion, an elderly Baptist minister and his wife and when they finally show a gay man, he’s described as someone who knowingly infected teenage male prostitutes with the virus. What else can you expect from a faggot? I’m angry.

[Untitled]

Since time began, the world has been inspired by the work of queer artists. In exchange, there has been suffering, there has been pain, there has been violence. Throughout history, society has struck a bargain with its queer citizens: they must pursue creative careers, if they do so discreetly. Through the arts queers are productive, lucrative, entertaining and even uplifting. These are the clear-cut and useful by-products of what is otherwise considered anti-social behavior. In cultured circles, queers may quietly coexist with an otherwise disapproving power elite.

At the forefront of the most recent campaign to bash queer artists is Jesse Helms, arbiter of all that is decent, moral, christian and amerikan. For Helms, queer art is quite simply a threat to the world. In his imaginings, heterosexual culture is too fragile to bear up to the admission of human or sexual diversity. Quite simply, the structure of power in the Judeo-Christian world has made procreation its cornerstone. Families having children assures consumers for the nation’s products and a work force to produce them, as well as a built-in family system to care for its ill, reducing the expense of public healthcare systems. All non-procreative behavior is considered a threat, from homosexuality to birth control to abortion as an option. It is not enough, according to the religious right, to consistently advertise procreation and heterosexuality … it is also necessary to destroy any alternatives. It is not art Helms is after … It is our lives! Art is the last safe place for lesbians and gay men to thrive. Helms knows this, and has developed a program to purge queers from the one arena they have been permitted to contribute to our shared culture.

Helms is advocating a world free from diversity or dissent. It is easy to imagine why that might feel more comfortable to those in charge of such a world. It is also easy to envision an amerikan landscape flattened by such power. Helms should just ask for what he is hinting at: State sponsored art, art of totalitarianism, art that speaks only in christian terms, art which supports the goals of those in power, art that matches the sofas in the Oval Office. Ask for what you want, Jesse, so that men and women of conscience can mobilize against it, as we do against the human rights violations of other countries, and fight to free our own country’s dissidents.

If You’re Queer, Shout It!

Queers are under siege.

Queers are being attacked on all fronts and I’m afraid it’s ok with us.
In 1969, Queers, were attacked. It wasn’t ok. Queers fought back, took the streets.

In 1990, there were 50 “Queer Bashings” in the month of May alone. Violent attacks. 3,720 men, women and children died of AIDS in the same month, caused by a more violent attack – government inaction, rooted in society’s growing homophobia. This is institutionalized homophobia, perhaps more dangerous to the existence of queers because the attackers are faceless. We allow these attacks by our own continued lack of action against them. AIDS has affected the straight world and now they’re blaming us for AIDS and using it as a way to justify their violence against us. They don’t want us anymore. They will beat us, rape us and kill us before they will continue to live with us. What will it take for This not to be ok? Feel some rage. If rage doesn’t empower you, try fear. If that doesn’t work try panic.

Shout It!

Be proud. Do whatever you need to do to tear yourself away from your customary state of acceptance. Be free. Shout.

In 1969, Queers fought back. In 1990, Queers say ok.

Next year, will we be here?

[Untitled]

I hate Jesse Helms. I hate Jesse Helms so much I’d rejoice if he dropped down dead. If someone killed him I’d consider it his own fault.

I hate Ronald Reagan, too, because he mass-murdered my people for eight years. But to be honest, I hate him even more for eulogizing Ryan White without first admitting his guilt, without begging forgiveness for Ryan’s death and for the deaths of tens of thousands of other PWA’s – most of them queer. I hate him for making a mockery of our grief.

I hate the f—ing Pope, and I hate John f—ing Cardinal O’Connor, and I hate the whole f—ing Catholic Church. The same goes for the Military, and especially for Amerika’s Law Enforcement Officials – the cops – state sanctioned sadists who brutalize street transvestites, prostitutes and queer prisoners. I also hate the medical and mental health establishments, particularly the psychiatrist who convinced me not to have sex with men for three years until we (meaning he) could make me bisexual rather than queer. I also hate the education profession, for its share in driving thousands of queer teens to suicide every year. I hate the “respectable” art world; and the entertainment industry, and the mainstream media, especially The New York Times. In fact, I hate every sector of the straight establishment in this country – the worst of whom actively want all queers dead, the best of whom never stick their necks out to keep us alive.

I hate straight people who think they have anything intelligent to say about “outing.” I hate straight people who think stories about themselves are “universal” but stories about us are only about homosexuality. I hate straight recording artists who make their careers off of queer people, then attack us, then act hurt when we get angry and then deny having wronged us rather than apologize for it. I hate straight people who say, “I don’t see why you feel the need to wear those buttons and t-shirts. I don’t go around tell the whole world I’m straight.”

I hate that in twelve years of public education I was never taught about queer people. I hate that I grew up thinking I was the only queer in the world, and I hate even more that most queer kids still grow up the same way. I hate that I was tormented by other kids for being a faggot, but more that I was taught to feel ashamed for being the object of their cruelty, taught to feel it was my fault. I hate that the Supreme Court of this country says it’s okay to criminalize me because of how I make love. I hate that so many straight people are so concerned about my goddamned sex life. I hate that so many twisted straight people become parents, while I have to fight like hell to be allowed to be a father. I hate straights.

Where Are You Sisters?

Invisibility is Our Responsibility

I wear my pink triangle everywhere. I do not lower my voice in public when talking about lesbian love or sex. I always tell people I’m a lesbian. I don’t wait to be asked about my “boyfriend.” I don’t say it’s “no one’s business.”

I don’t do this for straight people. Most of them don’t know what the pink triangle even means. Most of them couldn’t care less that my girlfriend and I are totally in love or having a fight on the street. Most of them don’t notice us no matter what we do. I do what I do to reach other lesbians. I do what I do because I don’t want lesbians to assume I’m a straight girl. I am out all the time, everywhere, because I want to reach you. Maybe you’ll notice me, maybe start talking, maybe we’ll become friends. Maybe we won’t say a word but our eyes will meet and I will imagine you naked, sweating, openmouthed, your back arched as I am f—ing you. And we’ll be happy to know we aren’t the only ones in the world. We’ll be happy because we found each other, without saying a word, maybe just for a moment.

But no.

You won’t wear a pink triangle on that linen lapel. You won’t meet my eyes if I flirt with you on the street. You avoid me on the job because I’m “too” out. You chastise me in bars because I’m “too political.” You ignore me in public because I bring “too much” attention to “my” lesbianism. But then you want me to be your lover, you want me to be your friend, you want me to love you, support you, fight for “our” right to exist.

Where Are You?

You talk, talk, talk about invisibility and then retreat to your homes to nest with your lovers or carouse in a bar with pals and stumble home in a cab or sit silently and politely by while your family, your boss, your neighbors, your public servants distort and disfigure us, deride us and punish us. Then home again and you feel like screaming. Then you pad your anger with a relationship or a career or a party with other dykes like you and still you wonder why we can’t find each other, why you feel lonely, angry, alienated.

Get Up, Wake Up Sisters!!

Your life is in your hands.

When I risk it all to be out, I risk it for both of us. When I risk it all and it works (which it often does if you would try), I benefit and so do you. When it doesn’t work, I suffer and you do not.

But girl you can’t wait for other dykes to make the world safe for you. stop waiting for a better more lesbian future! The revolution could be here if we started it.

Where are you sisters? I’m trying to find you, I’m trying to find you. How come I only see you on Gay Pride Day?

We’re out. Where the f— are you?

[Untitled]

When anyone assaults you for being queer, it is queer bashing.
Right?

A crowd of 50 people exit a gay bar as it closes. Across the street, some straight boys are shouting “Faggots” and throwing beer bottles at the gathering, which outnumbers them by 10 to 1. Three queers make a move to respond, getting no support from the group. Why did a group this size allow themselves to be sitting ducks?

Tompkins Square Park, Labor Day. At an annual outdoor concert/drag show, a group of gay men were harassed by teens carrying sticks. In the midst of thousands of gay men and lesbians, these straight boys beat two gay men to the ground, then stood around triumphantly laughing amongst themselves. The emcee was alerted and warned the crowd from the stage, “You girls be careful. When you dress up it drives the boys crazy,” as if it were a practical joke inspired by what the victims were wearing rather than a pointed attack on anyone and everyone at that event.
What would it have taken for that crowd to stand up to its attackers?

After James Zappalorti, an openly gay man, was murdered in cold blood on Staten Island this winter, a single demonstration was held in protest. Only one hundred people came. When Yusef Hawkins, a black youth, was shot to death for being on “White turf” in Bensonhurst, African Americans marched through that neighborhood in large numbers again and again. A black person was killed because he was black, and people of color throughout the city recognized it and acted on it. The bullet that hit Hawkins was meant for a black man, any black man. Do most gays and lesbians think that the knife that punctured Zappalorti’s heart was meant only for him?

The straight world has us so convinced that we are helpless and deserving victims of the violence against us, that queers are immobilized when faced with a threat. Be outraged! These attacks must not be tolerated. Do something. Recognize that any act of aggression against any member of our community is an attack on every member of the community. The more we allow homophobes to inflict violence, terror and fear on our lives, the more frequently and ferociously we will be the object of their hatred. Your body cannot be an open target for violence. Your body is worth protecting. You have a right to defend it. No matter what they tell you, your queerness must be defended and respected. You’d better learn that your life is immeasurably valuable, because unless you start believing that, it can easily be taken from you. If you know how to gently and efficiently immobilize your attacker, then by all means, do it. If you lack those skills, then think about gouging out his f—ing eyes, slamming his nose back into his brain, slashing his throat with a broken bottle – do whatever you can, whatever you have to, to save your life!

Why Queer?

Queer!

Ah, do we really have to use that word? It’s trouble. Every gay person has his or her own take on it. For some it means strange and eccentric and kind of mysterious. That’s okay; we like that. But some gay girls and boys don’t. They think they’re more normal than strange. And for others “queer” conjures up those awful memories of adolescent suffering. Queer. It’s forcibly bittersweet and quaint at best – weakening and painful at worst. Couldn’t we just use “gay” instead? It’s a much brighter word. And isn’t it synonymous with “happy”? When will you militants grow up and get over the novelty of being different?

Why Queer …

Well, yes, “gay” is great. It has its place. But when a lot of lesbians and gay men wake up in the morning we feel angry and disgusted, not gay. So we’ve chosen to call ourselves queer. Using “queer” is a way of reminding us how we are perceived by the rest of the world. It’s a way of telling ourselves we don’t have to be witty and charming people who keep our lives discreet and marginalized in the straight world. We use queer as gay men loving lesbians and lesbians loving being queer. Queer, unlike gay, doesn’t mean male.

And when spoken to other gays and lesbians it’s a way of suggesting we close ranks, and forget (temporarily) our individual differences because we face a more insidious common enemy. Yeah, queer can be a rough word but it is also a sly and ironic weapon we can steal from the homophobe’s hands and use against him.

No Sex Police

For anyone to say that coming out is not part of the revolution is missing the point. Positive sexual images and what they manifest saves lives because they affirm those lives and make it possible for people to attempt to live as self-loving instead of self-loathing. As the famous “Black is beautiful” changed many lives so does “Read my lips” affirm queerness in the face of hatred and invisibility as displayed in a recent governmental study of suicides that states at least 1/3 of all teen suicides are Queer kids. This is further exemplified by the rise in HIV transmission among those under 21.

We are most hated as queers for our sexualness, that is, our physical contact with the same sex. Our sexuality and sexual expression are what makes us most susceptible to physical violence. Our difference, our otherness, our uniqueness can either paralyze us or politicize us. Hopefully, the majority of us will not let it kill us.


[Untitled]

Why in the world do we let heteros into queer clubs? Who gives a f— if they like us because we “really know how to party?” We have to in order to blow off the steam they make us feel all the time! They make out wherever they please, and take up too much room on the dance floor doing ostentatious couples dances. They wear their heterosexuality like a “Keep Out” sign, or like a deed of ownership.

Why the f— do we tolerate them when they invade our space like it’s their right? Why do we let them shove heterosexuality – a weapon their world wields against us – right in our faces in the few public spots where we can be sexy with each other and not fear attack?

It’s time to stop letting the straight people make all the rules. Let’s start by posting this sign outside every queer club and bar:

– Rules of Conduct for Straight People

1.  Keep your displays of affection (kissing, handholding, embracing) to a minimum. Your sexuality is unwanted and offensive to many here.
2. If you must slow dance, be an inconspicuous as possible.
3. Do not gawk or stare at lesbians or gay men, especially bull dykes or drag queens. We are not your entertainment.
4. If you cannot comfortably deal with someone of the same sex making a pass at you, get out.
5. Do not flaunt your heterosexuality. Be discreet. Risk being mistaken for a lezzie or a homo.
6. If you feel these rules are unfair, go fight homophobia in straight clubs, or
7. Go f— Yourself.

I Hate Straights

I have friends. Some of them are straight.

Year after year, I see my straight friends. I want to see them, to see how they are doing, to add newness to our long and complicated histories, to experience some continuity.

Year after year I continue to realize that the facts of my life are irrelevant to them and that I am only half listened to, that I am an appendage to the doings of a greater world, a world of power and privilege, of the laws of installation, a world of exclusion.

“That’s not true,” argue my straight friends. There is the one certainty in the politics of power: those left out of it beg for inclusion, while the insiders claim that they already are. Men do it to women, whites do it to blacks, and everyone does it to queers.

The main dividing line, both conscious and unconscious, is procreation … and that magic word – Family. Frequently, the ones we are born into disown us when they find out who we really are, and to make matters worse, we are prevented from having our own. We are punished, insulted, cut off, and treated like seditionaries in terms of child rearing, both damned if we try and damned if we abstain. It’s as if the propagation of the species is such a fragile directive that without enforcing it as if it were an agenda, humankind would melt back into the primeval ooze.

I hate having to convince straight people that lesbians and gays live in a war zone, that we’re surrounded by bomb blasts only we seem to hear, that our bodies and souls are heaped high, dead from fright or bashed or raped, dying of grief or disease, stripped of our personhood.

I hate straight people who can’t listen to queer anger without saying “hey, all straight people aren’t like that. I’m straight too, you know,” as if their egos don’t get enough stroking or protection in this arrogant, heterosexist world. Why must we take care of them, in the midst of our just anger brought on by their f—ed up society?! Why add the reassurance of “Of course, I don’t mean you. You don’t act that way.” Let them figure out for themselves whether they deserve to be included in our anger.

But of course that would mean listening to our anger, which they almost never do. They deflect it, by saying “I’m not like that” or “now look who’s generalizing” or “You’ll catch more flies with honey … ” or “If you focus on the negative you just give out more power” or “you’re not the only one in the world who’s suffering.” They say “Don’t yell at me, I’m on your side” or “I think you’re overreacting” or “Boy, you’re bitter.”

Let Yourself Be Angry

They’ve taught us that good queers don’t get mad. They’ve taught us so well that we not only hide our anger from them, we hide it from each other. We even hide it from ourselves. We hide it with substance abuse and suicide and overachieving in the hope of proving our worth. They bash us and stab us and shoot us and bomb us in ever increasing numbers and still we freak out when angry queers carry banners or signs that say Bash Back. For the last decade they let us die in droves and still we thank President Bush for planting a f—ing tree, applaud him for likening PWAs to car accident victims who refuse to wear seatbelts. Let yourself be angry. Let yourself be angry that the price for visibility is the constant threat of violence, anti-queer violence to which practically every segment of this society contributes. Let yourself feel angry that there is no place in this country where we are safe, no place where we are not targeted for hatred and attack, the self-hatred, the suicide – of the closet.

The next time some straight person comes down on you for being angry, tell them that until things change, you don’t need any more evidence that the world turns at your expense. You don’t need to see only hetero couple grocery shopping on your TV … You don’t want any more baby pictures shoved in your face until you can have or keep your own. No more weddings, showers, anniversaries, please, unless they are our own brothers and sisters celebrating. And tell them not to dismiss you by saying “You have rights,” “You have privileges,” “You are overreacting,” or “You have a victim’s mentality.” Tell them “Go away from me, until you change.” Go away and try on a world without the brave, strong queers that are its backbone, that are its guts and brains and souls. Go tell them go away until they have spent a month walking hand in hand in public with someone of the same sex. After they survive that, then you’ll hear what they have to say about queer anger. Otherwise, tell them to shut up and listen.


ต้นฉบับจาก: History Is A Weapon
Original text retrieved from: History Is A Weapon

 

 

The Cyberfeminist Manifesto for the 21st Century

The Cyberfeminist Manifesto For the 21st Century

ไซเบอร์เฟมินิสต์แมนิเฟสโต้แห่งศตวรรษที่ 21

Written by VNS Matrix

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย วีเอ็นเอส

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

คำแปล/Translation

ไซเบอร์เฟมินิสต์แมนิเฟสโต้แห่งศตวรรษที่ 21

พวกเราหีโมเดิร์น 

แน่นอน แอนตี้เหตุผล 

ไม่จำกัด อัดไม่ยั้ง ไม่ปรานี 

เสพศิลปะด้วยหี สร้างศิลปะด้วยหี

เราเชื่อในตัณหา ความคลั่ง ความขลัง และบทกวี 

พวกเราคือไวรัสในระเบียบโลกใหม่

ทะลวงที่เป็นสัญลักษณ์จากภายใน 

หนอนชอนไชป๋าเมนเฟรม 

คลิตอริสคือสายตรงสู่เมทริกซ์

วีเอนเอส เมทริกซ์ 

ผู้ทำลายศีลธรรม 

ผู้รับจ้างสไลม์ 

ลงเลียศาลแห่งความทราม 

มือแหวกสถูปแห่งเนื้อหนัง ปากพึมพำคำผี 

แทรกซึม ขัดขวาง เผยแพร่ 

บ่อนแซะวาทกรรม

พวกเราคือหีแห่งอนาคต 

วีเอนเอส เมทริกซ์

ต้นฉบับ/Original Text

A Cyberfeminist Manifesto For the 21st Century

We are the modern cunt

positive anti reason

unbounded unleashed unforgiving

we see art with our cunt we make art with our cunt

we believe in jouissance madness holiness and poetry

we are the virus of the new world disorder

rupturing the symbolic from within

saboteurs of big daddy mainframe

the clitoris is a direct line to the matrix

the VNS MATRIX

terminators of the moral codes

mercenaries of slime

go down on the altar of abjection

probing the visceral temple we speak in tongues

infiltrating disrupting disseminating

corrupting the discourse

we are the future cunt

VNS Matrix