พวกเราหีจากอนาคต – โลกไซเบอร์ไม่ได้ไร้เพศไร้ตัวตน

พวกเราหีจากอนาคต – โลกไซเบอร์ไม่ได้ไร้เพศไร้ตัวตน

เขียนโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

Written by Namkheun Collective

ผู้เขียนเพิ่งก้าวเข้าทวิตภพได้สักครึ่งปี แต่ถึงจะไถฟีดได้ไม่นานก็พอตามศึกเฟมทวิตทันอยู่บ้าง ตั้งแต่เฟมทวิต [1]คำว่า “เฟมทวิต” … Continue reading vs เบียว [2]“เบียว” เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่เป็นสมาชิกกลุ่มเฟสบุคชื่อ “The sanctuary of … Continue reading ไปจนถึง #มองนมไม่ผิด พร้อมสารพัดศัพท์เรียกสาขาเฟมินิสต์และแอนตี้เฟมินิสต์ ตั้งแต่ เฟมทวิต เฟมดิสนีย์ เฟมปสด. (เฟมประสาทแดก) เฟมนิมิตร ฯลฯ การต่อกรออนไลน์ดุเดือดและมีข้อถกเถียงผุดให้สะดุดเต็มไปหมด จนกระทั่งวันหนึ่งผู้เขียนไถไปเจอทวิตหนึ่งเขียนว่า “เฟมทวิตบางคนคือปสดมากไป พวกเทอคือเฟมปลอม!!!!” ถ้าเฟมทวิต = ประสาทแดก = เฟมปลอม แล้วเฟมจริงคืออะไร?

แน่นอนทวิตนี้ไม่ได้นำเสนอข้อมูลแปลกใหม่หรือน่าตกใจอะไร และยิ่งไถยิ่งพบว่าในโลกทวิตเตอร์ไม่ว่าจะทั้งฝั่งเฟมทวิตเองหรือฝั่งแอนตี้เฟมต่างก็มีบางส่วนที่แบ่งแยกระหว่าง “เฟมจริง” และ “เฟมปลอม” นั่นคือ ในขณะที่เฟมปลอมคือเฟมินิสต์ที่ได้แต่ “ฉอด” ในโลกออนไลน์ นั่นคือได้แต่พูด ด่า บ่น แต่เฟมจริงคือเฟมินิสต์ที่ออกไปลงถนน เปลี่ยนกฎหมาย โดยความแตกต่างดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าเฟมจริงเท่านั้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะความเปลี่ยนแปลง “ที่แท้” ต้องจับต้องได้และอยู่ในชีวิตจริง นำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วโลกไซเบอร์/โลกออนไลน์หรือ “โลกเสมือน” นั้นไม่ใช่ชีวิตจริงหรอกหรือ?

 

“คลิตอริสคือสายตรงสู่เมทริกซ์”

 

การบอกว่าโลกออนไลน์ไม่ใช่ชีวิตจริงเป็นการบอกโดยนัยว่า โลกออนไลน์และออฟไลน์นั้นตัดขาดออกจากกัน เป็นขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วโลกหนึ่งจึงมีน้ำหนักและคุณค่ามากกว่าอีกโลก แต่เราต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังหน้าจออะไรก็ตามก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความนึกคิด ความลำเอียง อคติ ความโหยอำนาจ และความไม่รู้ ข้อโต้แย้งหนึ่งที่ว่าโลกออนไลน์กับออฟไลน์ตัดขาดจากกันคือ ไซเบอร์สเปซเป็นโลกเทคโนโลยีในอุดมคติ เพราะไซเบอร์สเปซเป็นพื้นที่ว่างที่ใครจะเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นหญิง ชาย กระต่าย หมา ได้หมด เสมือนได้เกิดใหม่ บ้างก็เชื่อ (หรือหวัง) ว่า ไซเบอร์สเปซเป็นโลกใหม่ที่ตัดขาดจากกฎเกณฑ์เดิม ไร้ซึ่งการแบ่งแยกตามหมวดหมู่ที่ปรากฏในปัจจุบัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น เพศ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ เพราะฉะนั้นบ้างก็อ้างว่าไซเบอร์สเปซเป็นพื้นที่ “ไม่เป็นการเมือง” (apolitical)

 

คำว่า “ไม่เป็นการเมือง” มักพ่วงด้วยคำว่า “ความเป็นกลาง” และที่สำคัญคือคำว่า “ความมีเหตุผล” (objectivity) นักวิชาการดอนนา ฮาราเวย์ (Donna Haraway) แย้งไว้ในบทความ Situated Knowledges: The Science Question in Feminism and the Privilege of Partial Perspective ถึงความอันตรายในการใช้ความมีเหตุผล เป็นมาตรฐานของวิทยาศาสตร์และความรู้ เพราะคนเข้าใจว่า Objectivity คือความไม่ลำเอียง จึงมีน้ำหนักมากกว่า น่าเชื่อถือกว่า และมีความเป็นสากลกว่า แต่ฮาราเวย์มองว่า “ความเป็นกลาง” นั้นอันตราย เพราะในความรู้ที่มีเป็นกลางนั้นไม่ได้บริสุทธิ์ผุดจากสุญญากาศ แต่เป็นการแฝงแห่งที่เฉพาะของอำนาจ (ความเป็นมนุษย์ ความเป็นชาย ผิวขาว ชอบเพศตรงข้าม) อย่างแนบเนียนเท่านั้นเอง

 

เหมือนอย่างที่เห็นได้จากศึกเฟมทวิต vs เบียว (ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในอีกมากมาย) จะเห็นได้ว่าข้อโต้แย้งเหล่านี้ไม่ได้เป็นจริง เพราะสุดท้ายแล้ว เบื้องหลังอวาตาร์หญิงคนนั้นหรือกระต่ายตัวหนึ่งก็มีมนุษย์ที่เกิดมาพร้อมกับอำนาจหรือความไร้อำนาจในมิติที่ต่างกันไป ความต้องการที่จะไม่เป็นการเมืองหรือความคิดที่ว่าความไม่เป็นการเมืองนั้นเป็นไปได้ เป็นการลอยตัวเหนือการเมืองที่ปรากฏอยู่ในทุกอณูของการเป็นอยู่ เสมือนผู้มีอำนาจบนฟ้าสะอาดที่มองจากเบื้องบนลงมามองความยุ่งเหยิงเบื้องล่าง ผู้มีอภิสิทธิ์ในมิติหนึ่งๆ จึงพูดได้ว่าในมิตินั้นไร้ซึ่งปัญหา และการเรียกร้องความเท่าเทียมใดใดจากเบื้องล่างจึงดูเป็นเรื่องประสาทแดก เช่น หากถามว่าทำไมฝ่ายซ้าย-ชาย-ไทยถึงสอบตกเรื่องเพศ ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและความเท่าเทียม นั่นก็เพราะการเรียกร้องนั้นไม่ได้นับรวมมิติทางเพศที่ตนเองมีอำนาจและอภิสิทธิ์

 

ไซเบอร์สเปซจึงไม่ได้ตัดขาดจากตัวตนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกัน กลับเชื่อมต่อกับตัวตนอย่างเหนียวแน่น ตัวบทเฟมินิสต์แมนิเฟสโต้แห่งศตวรรษที่ 21” (The Cyberfeminist Manifesto for the 21st Century) [3] อ่านบทแปลได้ที่ลิ้งก์นี้ และอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ลิ้งก์นี้ เองก็ชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายเนื้อหนังกับไซเบอร์สเปซอย่างชัดเจน ผ่านการหยิบยกอวัยวะชิ้นส่วนร่างกาย เช่น “พวกเราคือหีจากอนาคต” (we are the future cunt) หรือ “คลิตอริสคือสายตรงสู่เมทริกซ์” (clitoris is the direct line to the matrix)

 

ในบทสัมภาษณ์ระหว่างวีเอนเอส เมทริกซ์ (VNS Matrix) ผู้เขียนไซเบอร์เฟมินิสต์แมนิเฟสโต้แห่งศตวรรษที่ 21 กับเบอร์นาเดต ฟลินน์ (Bernadette Flynn) สมาชิกคนหนึ่งใน VNS Matrix ชื่อ เวอร์จิเนีย บารัท (Virginia Baratt) กล่าวในบทสัมภาษณ์ว่า

 

“ตัวงานสนใจการทำให้ร่างกายปรากฏในสภาพแวดล้อมที่ ถ้าร่างกายของผู้หญิงไม่อันตรธานหายไปเลย ก็ปรากฏในรูปร่างที่กลายพันธุ์ งานนี้เป็นการฉลองของความแตกต่าง ของร่างกาย ของของเหลวและไส้ใน ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้เป็นมิตรกับสิ่งเหล่านั้น” [4] VNS Matrix and Virginia Baratt: Interview by Bernadette Flynn (1992)

 

นั่นคือ ไม่ว่าจะโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ก็มีการเกี่ยวโยงกับร่างกาย โลกไซเบอร์ไม่ได้ไร้กาย ไร้เพศ ไร้อคติ อย่างที่หลายๆ คนคิดหรืออยากให้เป็น แต่กลับเป็นส่วนขยายของตัวตนเสียมากกว่า มันจึง “เป็นการเมือง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“ขยายคำจำกัดความความเป็นเฟมินิสต์”

 

ในเมื่อโลกออนไลน์และออฟไลน์ไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกัน ถ้าอย่างนั้นแล้วเฟมทวิตเป็นเฟมินิสต์ “จริงๆ” มั้ย?

 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นที่พูดถึงความแตกต่างระหว่างเฟมจริงและเฟมปลอม ความแตกต่างหลักๆ ที่ผู้เขียนได้ยินหรือได้อ่านคือ เฟมจริงคือเฟมินิสต์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกออฟไลน์ และความเปลี่ยนแปลงนั้นจับต้องได้ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าโลกออนไลน์ก็เป็นส่วนขยายของตัวตนไม่ได้ “ปลอม” ไปกว่าโลกออฟไลน์เลย แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนอยากพูดถึงคือ ความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเรื่องอะไร ไม่ได้บรรลุผลได้จากการบรรุผลมิติทางกฎหมายหรือมิติใดมิติเดียว และมิติทางกฎหมายก็ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดปลายทางของการเคลื่อนไหว ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนกฎหมายให้เท่าเทียมหรือ “ยุติธรรม” ขึ้น แต่ถ้าวัฒนธรรมยังไม่มีเปลี่ยนแปลง รากแนวคิดกดขี่เดิมๆ  ก็ยังฝังลึกและเพียงแค่กลายพันธุ์ตามระบอบกฎหมายใหม่ ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมที่อาจมองไม่เห็น หรือเห็นผลช้า ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

 

ฉะนั้นการบอกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบไหนสำคัญกว่ากันเป็นปัญหาไข่-ไก่ ที่ว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง คำตอบคือ ใครจะไปรู้ และการถามคำถามนี้อาจไม่จำเป็นและไร้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ เพราะทุกมิติก็สัมพันธ์และดีดเหตุและผลไปมาซึ่งกันและกัน วนไปเป็นวงกลมไม่มีจุดเริ่มจุดจบ ยกตัวอย่างเช่น จากการพูดคุยกับแอดมินเพจเฟมินิสต์วันละหน่อย ได้แลกเปลี่ยนกันว่า การเคลื่อนไหวเปลี่ยนกฎหมายอะไรก็ตาม จะสำเร็จได้ก็ต้องมีการรณรงค์ออนไลน์ก่อนเพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจ และสร้างฐานการสนับสนุน การจะเรียกให้คนลงถนนมาประท้วงก็ต้องทำออนไลน์ แล้วหลังจากนั้นผลจากฐานการสนับสนุนออนไลน์นั้นก็แปลงเป็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงกฎหมาย เป็นต้น ตัวอย่างนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงออฟไลน์หรือออนไลน์อะไรสำคัญกว่า เป็นปัญหาโลกแตก อะไรก็สำคัญทั้งหมด ไม่มีอะไรสำคัญกว่าหรือควรจัดการก่อน การต่อสู้ต้องเคลื่อนจากทุกฝั่งทัพพร้อมกัน ในข้อจำกัดของแต่ละบุคคล

 

สำหรับผู้เขียนแล้วเฟมินิสต์เป็นกระบวนแนวคิด ที่เป็นเสมือนแรงหนึ่งที่ดึงฉุดเราไปในทิศทางของความเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด โลกออนไลน์หรือออฟไลน์ ก็ให้แรงนี้ฉุดไปในทิศทางนั้นๆ แรงนี้อาจไม่ได้กระชากให้เกิดความเท่าเทียมทันตาเห็น แต่มันกระตุกเราและคนรอบข้างไปทีละนิด บางครั้งก็นุ่มนวล บางครั้งก็ได้แผลถลอกมาบ้าง เฟมินิสม์จึงมีหลากหลายรูปแบบ ไม่มีวิถีเฟมินิสม์ไหนถูกต้องกว่าหรือมีค่ากว่าอีกวิถี

 

ผู้เขียนเคยถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า ที่เป็นและทำอยู่ถือว่าเป็นเฟมินิสต์พอแล้วหรือยัง จนทำให้บางครั้งด้วยความอายก็หลีกเลี่ยงที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นเฟมินิสต์ แต่มีคำพูดหนึ่งที่แอดมินเพจเฟมินิสต์วันละหน่อยพูดแล้วจับใจความสิ่งที่เราอยากพูดมาตลอดคือ “เราเรียกตัวเองว่าเป็นเฟมินิสต์อย่างเต็มปาก เพราะเราอยากจะขยายคำจำกัดความและความเข้าใจว่าเฟมินิสต์เป็นอะไรได้บ้าง” ใช่ ผู้เขียนเชื่อว่าเฟมินิสม์คือการขัดขืนการยึดแน่นกับกรอบ (fixation) การตรึงความหมายและวิถีวิธีการเคลื่อนไหว ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรจริงกว่าอะไร จึงอันตรายที่จะตกหลุมพรางแนวโน้มของการเป็นผู้กดขี่เสียเอง 🌊

 

*ขอขอบคุณกลุ่มเฟมินิสต์วันละหน่อยและ คุณ @3inchesofsnow จากทวิตเตอร์ที่ให้สัมภาษณ์และเปลี่ยนข้อมูล ความรู้และข้อคิดเห็น เพื่อประกอบการเขียนข้อเขียนชิ้นนี้*


อ่านต่อ อ่านให้ขึ้น

1. A Cyborg Manifesto (1985) – Donna J. Haraway

2. Situated Knowledges: The Science Question in Feminism and the Privilege of Partial Perspective (1988) — Donna J. Haraway

3. Cyberfeminism with a Difference (1996) – Rosi Braidotti

4. Neither Cyborg Nor Goddess: The (Im)Possibilities of Cyberfeminism (2004) – Stacy Gillis

5. VNS Matrix and Virginia Barratt: Interviewed by Bernadette Flynn

6. Attack on the CyberFeminists: The Art, Times, and Gendring of VNS Matrix + enter-view/of/with Gashgirl 

7. The cyberfeminists who called themselves ‘the future cunt’

8. The Artists who Crawled Out of the Cyberswamp

9. Debunking misconceptions: feminism explained 

10. Feminista Perspective: เฟมทวิต vs เบียวชิบหาย ว่าด้วยกระแสเฟมินิสต์กับปฏิกิริยาโต้กลับของกลุ่มต่อต้าน

11. ‘พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ’ : จากกรณีเฟมทวิต VS เบียว สู่การตั้งคำถามถึงขอบเขตของ Free speech

Notes

Notes
1 คำว่า “เฟมทวิต” เป็นคำเรียกกลุ่มผู้หญิงที่พูดถึงความเท่าเทียมทางเพศในทวิตเตอร์ ทั้งนี้คำดังกล่าวมีนัยว่ากลุ่มผู้หญิงดังกล่าวมีความประสาทแดก หรือมีการเรียกร้องอย่างจุกจิก ย้อนแย้ง และได้แต่ “ฉอด” หรือบ่นไปวันๆ ในโลกออนไลน์ ทั้งนี้ต่อมากลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเฟมทวิตจึงทวงคืนป้ายชื่อนั้น (reclaim) และเรียกตัวเองว่าเป็นเฟมทวิตอย่างภูมิใจ
2 “เบียว” เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่เป็นสมาชิกกลุ่มเฟสบุคชื่อ “The sanctuary of เบียวชิบหาย” โดยคำว่าเบียวมีที่มาจาก “จูนิเบียว” (Chuunibyou) เป็นคำแสลงในแง่ลบของญี่ปุ่นที่ใช้เรียกกลุ่มเด็กนักเรียนม.2 ที่มีพฤติกรรมต่อต้าน พยายามทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าเท่ และคิดว่าตัวรู้ไปหมดทุกสิ่ง (ข้อมูลจากบทความ ‘พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ: จากกรณีเฟมทวิต vs เบียว สู่การตั้งคำถามถึงขอบเขตของ Free Speech)
3  อ่านบทแปลได้ที่ลิ้งก์นี้ และอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ลิ้งก์นี้
4  VNS Matrix and Virginia Baratt: Interview by Bernadette Flynn (1992)