แมนิเฟสโต้คิลจอย (A Killjoy Manifesto)

A Killjoy Manifesto

แมนิเฟสโต้คิลจอย

Written by Sara Ahmed

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย ซาร่า อาเหม็ด

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

บทแปล/Translation

แมนิเฟสโต้คิลจอย

แมนิเฟสโต้: ข้อแถลงแห่งหลักการ คำแถลงแห่งพันธกิจ แมนิเฟสโต้: คำประกาศเจตจำนงของปัจเจกหรือองค์กรหรือกลุ่มคน คนหนึ่งจะเขียนแมนิเฟสโต้เกี่ยวกับองค์ร่างคิลจอย (killjoy) [1] ต้นฉบับผู้เขียนบัญญัติคำว่าคิลจอย (killjoy) มาเพื่อใช้อธิบายองค์ร่าง (figure) … Continue reading หรือการคิล-จอย (killing joy) ได้อย่างไร?​

แมนิเฟสโต้: การทำให้บางสิ่งปรากฏชัดแจ้ง มอยแนน คิง (Moynan King) ชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติข้อนี้ของแมนิเฟสโต้ในการอภิปรายเกี่ยวกับ ‘สกัม แมนิเฟสโต้’ (scum manifesto) เขียนโดยแวเลอรี โซลานาส (Valerie Solanas) [2] อ่าน s.c.u.m manifesto ได้ที่ลิ้ง  เธอเขียนว่า “จุดมุ่งหมายของสกัมในฐานะแมนิเฟสโต้คือการทำให้ระเบียบใหม่ของความคิดปรากฏขึ้น ทำให้ระเบียบนี้เป็นสิ่งที่สามารถรับรู้ได้” การทำเช่นนั้นยังเป็นการรวนระเบียบความคิดไปในตัว แมนิเฟสโต้มักแสดงสิ่งที่มันเรียกร้องในรูปแบบที่น่าแปลกใจหรือน่าตกใจ เพราะมันเปิดโปงความรุนแรงของระเบียบหนึ่งๆ  แมนิเฟสโต้เฟมินิสต์เปิดโปงความรุนแรงของระบอบปิตาธิปไตย ความรุนแรงที่ฉันเรียกว่า “จักรกลแห่งเพศ” (the machinery of gender) ในบทที่ 2

แมนิเฟสโต้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการก่อกวน การก่อกวนคือจุดประสงค์ที่แมนิเฟสโต้ตั้งใจให้เกิด แค่เพียงการทำให้บางสิ่งปรากฏก็อาจจะมากพอที่จะก่อกวนแล้ว ความสัมพันธ์แนบชิดระหว่างการทำให้ปรากฏและการก่อกวนนี้เองที่มีนัยยะต่อการเขียนแมนิเฟสโต้คิลจอย แมนิเฟสโต้คิลจอยต้องหยั่งราก(ลง)บนพื้นฐานของสิ่งที่มีอยู่ ทำไมข้อนี้ถึงสำคัญเหรอ? เพราะมันเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้า การละเมิดอำนาจที่แย่ที่สุดบางกรณีที่ฉันพบเจอในสถาบันการศึกษา คือตอนที่คนหยิบหลักการของความเท่าเทียมมาใช้ ราวกับจะบอกว่า ขอบเขตและกฎต่างๆ เกี่ยวข้องกับลำดับขั้นเสียหมด เพราะฉะนั้น เราเป็น “อิสระที่จะทำอะไรที่เราอยากทำ” ซึ่งจริงๆ แล้ว “ทำอะไรที่เราอยากทำ” ยังคงหมายถึง “ทำในสิ่งที่ฉันอยากให้คุณทำ” ในเมื่อ “เรา” ประกอบไปด้วย “ฉัน” ที่มีอำนาจ และ “คุณ” ที่เป็นเบื้องล่างในสมการตำแหน่งในองค์กร ตรงนี้เอง “ทำในสิ่งที่เราต้องการ” ไม่เพียงแต่มองได้ว่าเป็นการแสดงถึงหลักการความเท่าเทียม แต่ยังกลั่นความหมายออกมาได้ด้วยว่าเป็นการขบถต่อบรรทัดฐานและอำนาจของสถาบัน (พวกเขาพยายามจะห้ามไม่ให้เรามีความสัมพันธ์กันเพราะเขาฉวยขอบเขตและการแบ่งแยกที่เราเคยได้สละไป เพราะเราเป็นพวกแรดิคัลไร้พันธะ (free radicals)แมนิเฟสโต้คิลจอยไม่สามารถเป็นเรื่องการปลดปล่อยพวกแรดิคัล (freeing of radicals) เพื่อดิ้นรนสำเร็จแผนการของพวกเขาเอง

ดังนั้นแมนิเฟสโต้คิลจอยจึงเริ่มด้วยการยอมรับความไม่เท่าเทียมอย่างที่เป็นอยู่ การยอมรับนี้ถูกบัญญัติโดยตัวคิลจอยเอง: เธอคิล-จอยด้วยสิ่งที่เธออ้างว่ามีอยู่ เธอต้องย้ำสิ่งที่อ้างอยู่ร่ำไปเพราะเธอยังต้องแย้งคำค้านที่ปฏิเสธว่าสิ่งที่เธออ้างไม่มีอยู่จริง คิลจอยจึงมักถูกมองว่าเป็นนักรังสรรค์ เป็นผู้นำมาซึ่งสิ่งที่เธออ้างถึง หรือ หากจะใช้ศัพท์ในบทที่ 6 เธอมักถูกมองว่าเป็นผู้สร้างกำแพง ถ้าแมนิเฟสโต้คิลจอยแสดงให้เห็นว่าการปฏิเสธความไม่เท่าเทียมภายใต้การแอบอ้างความเท่าเทียมนั้นเป็นเทคนิคหนึ่งของอำนาจอย่างไรแล้ว หลักการที่ถูกสาธยายในแมนิเฟสโต้นั้นก็ไม่สามารถถูกบัญญัติขึ้นได้จากคำกล่าวอ้างว่าอะไรมีอยู่ แมนิเฟสโต้คิลจอยจึงเป็นการทำให้สิ่งที่มีอยู่ปรากฏ ในการทุ่มงานเพื่อให้บางสิ่งปรากฏชัดแจ้ง เราจึงเขียนแมนิเฟสโต้

การดิ้นรนเพื่อเสรีภาพคือการดิ้นรนต้านการกดขี่ แองเจลา เดวิส (Angela Davis) เขียนไว้ใน Blues Legacies and Black Feminism เพื่อแสดงให้เห็นว่าการพูดถึงการโหยหาเสรีภาพที่ยังไม่ถูกเติมเต็มอย่างชัดถ้อยชัดคำ สามารถเป็นตัวแทนให้กับเสรีภาพ “ในรูปแบบที่ทันใดและเข้าถึงได้ง่ายกว่า” อย่างไร เพราะมีการกดขี่ เสรีภาพจึงมีทางแสดงออก แมนิเฟสโต้เป็นสิ่งจำเป็น เมื่อการดิ้นรนจำเป็นต้องมีเพื่อให้บางสิ่งแสดงออกได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แมนิเฟสโต้เองก็จัดหมวดอยู่ในประเภทของคิลจอย เราต้องพูดออกมา เพราะมีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ แมนิเฟสโต้อุทธรณ์ข้อเรียกร้องด้วยการเป็นสิ่งที่ไม่น่าใฝ่หา: แมนิเฟสโต้ไม่ใช่การเขียนที่น่าอภิรมย์ตามค่านิยมหรือมาตรฐานที่มีอยู่ มันไม่สามารถเป็นได้: มันต้องบีบคั้นเพื่อจะได้พูดออกมา ถึงกระนั้นแมนิเฟสโต้ก็ยังน่าใฝ่หาสำหรับคนที่อ่านมัน แมนิเฟสโต้อุทธรณ์เรียกร้องบางสิ่งด้วยการดึงดูดคนบางคน และแมนิเฟสโต้คิลจอยนี้ก็ดึงดูดเหล่าคิลจอย

แมนิเฟสโต้มันน่าอึดอัดเพราะมันแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่จำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงข้อตกลงบางอย่าง มันไม่ใช่แค่ว่าคิลจอยเฟมินิสต์มีแมนิเฟสโต้ แต่ตัวคิลจอยเฟมินิสต์เองนั่นแหละคือแมนิเฟสโต้ เธอประกอบร่างท่ามกลางความรุนแรง หนทางที่เธอกลายเป็นผู้มีความหมาย เป็นผู้ให้ความหมาย คือวิธีที่เธอเปิดโปงความรุนแรง จงจำว่าคำว่า คิล ใน คิลจอย องค์ร่างนี้ทำให้เราหวนนึกถึงว่าเฟมินิสม์ถูกเข้าใจว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการฆ่าได้อย่างไร การเรียกร้องจุดจบของระบบที่ก่อร่าง “ผู้ชาย” มักถูกเข้าใจว่าเป็นการฆ่าผู้ชาย เราคงเปรียบเทียบร่างเฟมินิสต์นักสังหารกับร่างคิลจอยเฟมินิสต์ได้จริงๆ สิ่งที่แวเลอรี โซลานาสทำในแมนิเฟสโต้ของเธออย่างฉาวโฉ่คือการทำให้แฟนตาซีของเฟมินิสต์นักสังหารเป็นจริง ผ่านการจินตนาการถึงคอลเลคทีฟของเฟมินิสต์  (feminist collective) หรือวิธีการคิดแบบสกัม (scum ย่อมาจาก Society for Cutting Up Men หรือแก๊งเฉือนผู้) เราไม่ควรจะประหลาดใจ เพราะหนึ่งในประเด็นที่เธอถือว่าเกินขอบเขตคือการอ่านแมนิเฟสโต้สกัม (scum Manifesto) แบบตรงตัวอักษร แมนิเฟสโต้สกัมมักถูกปัดตกด้วยข้อกล่าวหาว่าตรงตามอักษรเกินไป ไม่ก็ถูกอ่านแบบตรงตามอักษรและถูกตีความไปเองว่ามันหมายมุ่งที่จะกำจัดผู้ชายเสีย แมนิเฟสโต้นี้ได้ผลเพราะมันทำให้เกิดการยึดตามตัวอักษรที่นำไปสู่การปัดตกตัวมันเอง ฉันสังเกตเห็นว่าการยึดตามตัวอักษรถูกใช้เป็นเหตุผลเพื่อปัดตกระหว่างที่เขียนบล็อก feminist killjoy [3]ผู้เขียน Sara Ahmed มีบล็อกชื่อ feminist killjoy ที่เริ่มเขียนมาตั้งแต่ปี 2013 … Continue reading ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งที่ฉันทวีตลิ้งไปบล็อกชื่อ “ผู้ชายคนขาว” (“white men”) ชายคนขาวคนหนึ่งรีทวีตไปและชายคนขาวอีกคนเรียกบล็อกนั้นว่า “genosuicide” [4]เป็นการเล่นคำที่แผลงมาจากคำว่า genocide ที่แปลว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ … Continue reading หรือการฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเองตาย 1. Genosuicide: การฆ่ากลุ่มคนอย่างตั้งใจ หรืออีกครั้งหนึ่งตอนที่นักเรียนที่มหาวิทยาลัย Goldsmiths ชื่อ บาฮาร์ มุสตาฟา (Bahar Mustafa) ถูกกล่าวหาว่าใช้แฮชแทค #ฆ่าผู้ชายคนขาวให้หมด(#killallwhitemen) 2. แวเลอรี โซลานาสฟื้นคืนชีพอีกครั้งด้วยโซเชียลมีเดีย ตายละ แต่แน่นอนแหละว่าถ้าแฮชแทคนี้ทำให้แฟนตาซีเป็นจริงตามตัวอักษร ถ้างั้นเธอก็ประสบกับแฟนตาซีจริงๆ แฮชแทคถูกเปลี่ยนกลับให้เป็นคำสั่ง ถูกรับฟังในฐานะการวางแผนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

องค์ร่างของเฟมินิสต์นักสังหารมีประโยชน์: มันอนุญาตให้การอยู่รอดของผู้ชายขึ้นตรงกับการกำจัดเฟมินิสม์ ความสร้างสรรค์แบบเฟมินิสต์มากมายได้ทำให้แฟนตาซีเป็นจริงตามตัวอักษร ทั้งๆ ที่แฟนตาซีเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากเรา นั่นรวมถึงภาพยนตร์ A Question of Silence (เขียนถึงในบทที่ 8และ 9) ซึ่งผู้ชายในเรื่องที่ถูกฆ่าในนามของการเอาคืนโดยเฟมินิสต์เป็นตัวแทนให้กับผู้ชายทั้งหมด และแน่นอนว่าในทางหนึ่งคุณก็รุนแรงในการเปิดโปงความรุนแรง ถ้าคุณปล่อยให้ความรุนแรงหลุดออกมาจากปลายปากกา ให้มันไหลผ่านตัวคุณ คุณต้องปล่อยให้ความรุนแรงนั้นสาดกระเซ็นไปทั่วหน้ากระดาษ และในทางหนึ่งคุณกำลังเรียกร้องจุดจบของผู้ชายคนขาวเพราะคุณกำลังเรียกร้องจุดจบของสถาบันที่สร้างพวกเขาขึ้นมา “ผู้ชายคนขาว” คือสถาบัน ดังที่ฉันได้อภิปรายไว้ในบทที่ 6  เราต้องการเห็นจุดจบของพวกเขา แต่แน่นอนในอีกระดับหนึ่งมันเป็นการยากที่จะปล่อยร่างของเฟมินิสต์นักสังหารกว่าการปล่อยร่างคิลจอยเฟมินิสต์ เฟมินิสต์ไม่ได้เรียกร้องความรุนแรง เรากำลังเรียกร้องจุดจบของสถาบันที่ส่งเสริมความรุนแรงและที่ทำให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ความรุนแรงมากมายที่สถาบันส่งเสริมถูกปกปิดด้วยวาทกรรม (คน)แปลกหน้ามหาภัย (stranger danger) ดังที่ฉันได้พูดถึงตลอดเล่ม นั่นคือการอนุมานว่าความรุนแรงเกิดขึ้นจากคนนอกเท่านั้น เพราะเราเปิดโปงความรุนแรงเราจึงถูกมองว่าเป็นคนรุนแรง ราวกับว่าความรุนแรงที่เราพูดถึงนั้นเกิดขึ้นจากตัวเรา

การเป็นคิลจอยอาจหมายถึงการถูกเข้าใจว่าเป็นคนที่คร่าชีวิตชีวาเพราะหลักการชีวิตและหลักการความสุขถูกผูกติดกันแน่นเหลือเกิน การต้านความสุขจึงถูกมองว่าเป็นการต้านชีวิต และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วการเป็นคิลจอยจึงมีความเสี่ยงทางชีวิต มันไม่ถูกหากจะพูดว่าในการได้รับมอบหมายให้เป็นคิลจอย (และดังที่ฉันได้โต้แย้งไปแล้ว เธอเริ่มต้นจากการเป็นงานมอบหมาย เพราะคิลจอยเฟมินิสต์ประกาศตัวจากตำแหน่งแห่งหนที่อยู่ภายนอก-เธอมีชีวิตของเธออยู่แล้วก่อนที่เราจะมอบหมายบทบาทนี้ให้เธอ) เราต้องยินยอมหรือสามารถที่จะน้อมรับบทบาทนี้ได้เสมอ ที่จริงแล้ว เหมือนที่ฉันได้สำรวจในส่วนที่ 1 ของหนังสือ องค์ร่างของคิลจอยเฟมินิสต์มักโผล่ขึ้นมาในสถานการณ์ของความเจ็บปวดรวดร้าวและความลำบาก: เวลาที่เธอนั่งร่วมโต๊ะอาหาร ปฏิบัติตนตามหน้าที่ครอบครัวอันเป็นวัตถุแสนสุข ลองคิดว่า เธอไปสั่นคลอนวัตถุนั้น ด้วยการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ตั้งอยู่ทนโท่ ก็อีกนั่นแหละคุณไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์หัวใสหรืออะไร แต่ก็นะ ที่สุดของความรู้สึก: เวลาที่ความรู้สึกลบๆ ทั้งหมดที่ไม่ถูกเปิดเผยเวลาครอบครัวไปกันได้ ถูกพอกไว้กับคนคนนั้นที่แสดงให้เห็นว่าครอบครัวไม่ได้ไปกันได้จริงๆ ฉันจะไม่มีวันลืมความรู้สึกที่อยากจะสลายร่างตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ฉันถูกโบ้ยว่าเป็นคนก่อ

ช่างเป็นเรื่องน่าเซ็ง เรามันพวกน่าเซ็ง

แมนิเฟสโต้คิลจอยมีเพื่อน: หนังสือที่ถล่มสิ่งต่างๆ หนังสือที่เบ้ปากร่วมกัน จะอ่าน The Dialectic of Sex [5] The Dialectic of Sex เขียนโดยชูลามิธ ไฟร์สโตน (Shulamith Firestone) เมื่อปี 1970  เป็นแมนิเฟสโต้คิลจอยก็ได้ หนังสือเล่มนี้มักถูกเมินอย่างเร็วเกินไปด้วยเหตุผลที่ว่า มันทึกทึกว่าเทคโนโลยีจะปลดปล่อยผู้หญิงจากชีววิทยา เป็นหนังสือที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อการแบ่งงานทางเพศวางโครงสร้างให้กับทุกสิ่งแล้ว ก็จะไม่มีสิ่งใดที่ปลดปล่อยใครได้ ซาร่า แฟรงคลิน (Sarah Franklin) อธิบายถึงวิธีการที่ “ปึกใหญ่ของแมนิเฟสโต้ไฟร์สโตน (Firestone’s manifesto) ชิ้นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์สิ่งที่ปกปักการแบ่งชั้นทางเพศมาชั่วกัปชั่วกัลป์” The Dialectic of Sex เป็นชิ้นงานที่มีความหวังเพราะมันคำนึงว่าการปลดปล่อยเป็นเรื่องยากที่จะได้มา ก็ไม่น่าแปลกใจที่เธอก็มีช่วงคิลจอยของเธอ ไฟร์สโตนอยากจะอธิบายว่าทำไมระบบที่ไม่ได้เรื่องยังไปต่อได้ ระบบที่เธอมั่นใจว่ามันจะฆ่าเราทั้งหมดในที่สุด เพื่อหาคำอธิบายเธอหันไปหาความรัก ความรักใคร่ และครอบครัว สถาบันเหล่านี้เป็นคำมั่นของความสุข สถาบันหนึ่งๆ สามารถถูกจัดแจงในกรอบของคำมั่น และมันก็กลายเป็นวิธีในการจัดแจงการมีชีวิตด้วยการอนุมานว่ายิ่งใกล้ชิดรูปแบบหนึ่งมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งใกล้เป้าหมายมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็แหงล่ะที่ ชูลามิธ ไฟร์สโตน (Shulamith Firestone) หันไปมองความสุขเมื่อมาทางนี้แล้ว ดังที่ฉันได้พูดถึงไป ไฟร์สโตนอธิบาย “การกระทำการในฝัน” สำหรับการเคลื่อนไหวปลดปล่อยผู้หญิงว่าเป็นการแบนรอยยิ้ม บางทีเราอาจจะเรียกการกระทำการนี้ แบบที่ลิซา มิลแบงค์ (Lisa Millbank) เรียกว่า การนัดหยุดยิ้ม (smile strike) เพื่อเน้นย้ำลักษณะของความเป็นหมู่คณะ เราจะประท้วงด้วยการไม่ยิ้มด้วยกัน การกระทำเป็นหมู่อันก่อร่างจากการกระทำของปัจเจก (การไม่ยิ้มถือเป็นการกระทำการ เมื่อการยิ้มถือเป็นข้อเรียกร้องที่จำเป็นจากผู้หญิง และจากคนที่ต้องรับใช้คนอื่นไม่ว่าจะได้เงินหรือไม่ก็ตาม) แต่ก็เป็นการกระทำที่ต้องการคนมากกว่าหนึ่งคน การนัดหยุดยิ้มเป็นเรื่องจำเป็นในการประกาศกร้าวข้อเห็นแย้งและความไม่เป็นสุขที่เรามีกับระบบ

เราต้องคงความไม่เป็นสุขกับโลกนี้

องค์ร่างของคิลจอยเฟมินิสต์จะเป็นอะไรที่เข้าใจได้เมื่อเราจัดวางเธอในบริบทของการวิพากษ์ความสุขแบบเฟมินิสต์ ฉันได้อภิปรายในบทที่ 2 ไปบางส่วนแล้ว ความสุขถูกใช้เพื่อทำให้บรรทัดฐานทางสังคมเป็นความดีงามทางสังคม

เหมือนที่ซิโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) ได้อธิบายไว้อย่างเฉียบแหลมว่า “มันเป็นเรื่องง่ายเสมอที่จะเรียกสถานการณ์หนึ่งๆ ว่าเป็นสุข หากสถานการณ์นั้นเป็นสถานการณ์ที่คนต้องการ จัดตำแหน่ง[คนอื่น]” การปฏิเสธที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้อาจเป็นการปฏิเสธความสุขที่ใฝ่หา การมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงคือการร่วมดิ้นรนต้านความสุข การไขว่คว้าหาความสุขนี้เองที่กำหนดขอบฟ้าซึ่งปกคลุมการเรียกร้องทางการเมืองของเรา และเราสืบทอดขอบฟ้านี้มา

คิลจอยคนหนึ่งกลายเป็นแมนิเฟสโต้เมื่อเรายินยอมที่จะสวมร่างนี้ ที่จะประกอบชีวิตไม่ใช่ในฐานะเธอ (ฉันอภิปรายความเสี่ยงของการอนุมานว่าเราเป็นเธอในบทที่ 7) แต่รอบๆ ตัวเธอและเคียงข้างเธอ เรายินยอมที่จะคิล-จอยเพราะโลกที่มอบหมายให้คนนั้นคนนี้หรือคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เป็นคิลจอยไม่ใช่โลกที่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งด้วย การยินยอมที่จะคิล-จอยคือการแปลงคำพิพากษาให้เป็นภารกิจ แมนิเฟสโต้: วิธีที่คำพิพากษากลายเป็นภารกิจ

จากประสบการณ์อันยากลำบาก ประสบการณ์ความบอบช้ำจากโครงสร้างที่ไม่แม้แต่จะเปิดเผยตัวต่อคนอื่น เราได้พลังในการขบถจากสิ่งที่เราเผชิญ เราได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับคู่ต่อสู้ ร่างกายของเรากลายเป็นเครื่องมือ ความเดือดดาลของเรากลายเป็นความป่วยไข้ เราอ้วก สำรอกทุกสิ่งที่ถูกร้องขอให้กลืนเข้าไป ยิ่งเราถูกทำให้ป่วยแค่ไหน ท้องไส้ของเรายิ่งกลายเป็นสหายเฟมินิสต์ เราเริ่มที่จะรู้สึกถึงน้ำหนักของประวัติศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเราเผยน้ำหนักของประวัติศาสตร์ออกมาให้เห็นมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น

เราฟิวส์ขาด เราฟิวส์ขาดภายใต้แรงกดทับ สรรพสิ่งแตกได้ แมนิเฟสโต้ถูกเขียนขึ้นจากความฟิวส์ขาดของเฟมินิสต์ แมนิเฟสโต้คือความฟิวส์ขาดของเฟมินิสต์

และ: ในฐานะเฟมินิสต์เราประจักษ์เห็นปัญหาที่เฟมินิสม์ก่อ ฉันขอริอาจเดา: ปัญหาเฟมินิสต์เป็นส่วนขยายของปัญหาทางเพศสภาพ (gender trouble) (Butler 1990) หรือหากพูดให้เจาะจงกว่านั้น: ปัญหาเฟมินิสต์คือปัญหากับผู้หญิง เวลาที่เราปฏิเสธที่จะเป็นผู้หญิงตามระบอบปิตาธิปไตยนิยมเพศตรงข้าม (heteropatriarchal) ที่มองผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตสำหรับผู้ชายแล้ว เราก็กลายเป็นปัญหา เราเข้าไปข้องแวะกับปัญหา คิลจอยยินยอมที่จะข้องแวะกับปัญหา และส่วนนี้แหละที่ฉันคิดว่ามันเฉพาะเจาะจงกับแมนิเฟสโต้คิลจอย นั่นคือ เรารวมประสบการณ์ที่เราต้องเผชิญเข้ามาในถ้อยแถลงเจตจำนงหรือจุดมุ่งหมาย เป็นเพราะประสบการณ์ที่ทำให้เราสามารถเปล่งคำว่า “เพื่อ” ออกมา คำว่า “เพื่อ” ที่แบกประสบการณ์สิ่งที่เราเผชิญ คำว่า “เพื่อ” อาจหมายถึงวิธีที่เรากลับลำบางสิ่ง แมนิเฟสโต้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่มันมุ่งให้บังเกิด

ฉันไม่มีความเคลือบแคลงเลยสักนิดว่า คิลจอยเฟมินิสต์อยู่เพื่อบางสิ่ง ถึงแม้ว่าในฐานะคิลจอยเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่เพื่อสิ่งเดียวกัน แต่คุณจะสามารถอยู่กับผลพวงของการต้องต้านสิ่งที่คุณเผชิญได้ก็ต่อเมื่อคุณทำเพื่อบางสิ่ง ชีวิตสามารถเป็นแมนิเฟสโต้ได้ ตอนที่ฉันอ่านหนังสือบางเล่มในคู่มือยังชีพของฉัน ฉันได้ยินพวกมันในฐานะแมนิเฟสโต้ ในฐานะเสียงเพรียกให้กระทำการ ในฐานะการระดมทัพ หนังสือพวกนี้สั่นไหวไปด้วยชีวิตเพราะมันแสดงให้เห็นว่าชีวิตสามารถถูกเขียนใหม่ได้อย่างไร ว่าเราจะเขียนชีวิตขึ้นใหม่ทีละอักษรได้อย่างไร แมนิเฟสโต้มีชีวิต ชีวิตของมันเอง แมนิเฟสโต้คือมือที่ยื่นเหยียด และถ้าแมนิเฟสโต้คือการกระทำทางการเมือง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นรับรู้มันอย่างไร มือหนึ่งคงทำอะไรได้มากกว่านี้ถ้าสิ่งที่เกิดไม่ใช่แค่การถูกรับด้วยมืออีกมือ เมื่อท่าทีไปได้ไกลกว่าแค่ความหนักแน่นของการจับมือนั้น และเราอาจจะต้องถีบตัวออกไปจากแค่การจับมือ ถ้าแมนิเฟสโต้คิลจอยคือราวจับให้มั่น มันก็หลุดเล็ดรอดไป แมนิเฟสโต้จึงทำสิ่งที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วซ้ำๆ  ดังที่เรารู้ว่าคิลจอยได้บินหนีไปแล้ว บางทีแมนิเฟสโต้ก็กุมลำบาก เป็นการหลีกบินอย่างเฟมินิสต์

เมื่อเราปฏิเสธจะเป็นเครื่องมือของเจ้านาย เราเปิดโปงความรุนแรงของไม้เรียว ความรุนแรงที่สร้างที่พำนักของเจ้านายทุกก้อนอิ​ฐ​ เมื่อใดที่เราทำให้ความรุนแรงปรากฏ ความรุนแรงอันถูกผลิตซ้ำจากการเลี่ยงไม่ให้ปรากฏ เมื่อนั้นเราจะถูกมอบหมายบทบาทคิลจอย คิลจอยกลายเป็นคิลจอยตั้งแต่ต้นเลยก็เพราะสิ่งที่เธอเผยให้เห็น ในบางทีแมนิเฟสโต้ตามหลังเธออยู่ พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าการเขียนแมนิเฟสโต้คิลจอยไม่ใช่ความรับผิดชอบหนึ่ง หรือมันไม่ใช่แนวคิดหนึ่งในการเดินไปข้างหน้า คิลจอยมีหลักการของเธออยู่ แมนิเฟสโต้คิลจอยแสดงให้เห็นว่าเราสร้างหลักการจากประสบการณ์ของสิ่งที่เราเผชิญอย่างไร จากวิธีที่เรามีชีวิตอย่างเฟมินิสต์ ที่ฉันใช้คำว่าหลักการในที่นี้ ฉันไม่ได้หมายถึงกฎเกณฑ์การประพฤติตัวที่เราต้องปฏิบัติตามเพื่อให้สามารถไปต่อในทิศทางเดียวกันได้ ฉันอาจพูดว่าชีวิตเฟมินิสต์มีหลักการ แต่เฟมินิสม์มักกลายเป็นการประกาศกร้าวทันที ในชั่วขณะของการปฏิเสธที่จะถูกผูกมัดด้วยหลักการ เวลาที่ฉันคิดถึงหลักการเฟมินิสต์ ฉันคิดถึงหลักการในแบบต้นฉบับ: หลักการในฐานะก้าวแรก ปฐมฤกษ์ จุดเริ่มต้นของบางสิ่ง

หลักการยังสามารถเป็นพื้นฐานของการประดิษฐ์ประดอย คิลจอยเฟมินิสต์และเหล่าคนที่มุ่งมั่นมีความประดิษฐ์ประดอย พวกเรากำลังเป็นเช่นนั้น ในสิ่งที่เราประดิษฐ์มีหลักการ จุดเริ่มต้นไม่ได้กำหนดจุดจบ แต่ที่แน่คือหลักการปั้นรูปและให้ทิศทาง หลักการเฟมินิสต์ถูกเอ่ยในโลกอ-เฟมินิสต์ การมีชีวิตอย่างมีหลักการเฟมินิสต์จึงเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่ราบรื่น เราพุ่งชนโลกที่ไม่ได้หมุนรอบหลักการที่เราพยายามยึดถือ

ด้วยเหตุผลบางอย่าง หลักการที่ฉันสาธยายที่นี้ ในที่สุดแล้วถูกแสดงออกมาในฐานะถ้อยแถลงของความมุ่งมั่น: ของสิ่งที่คิลจอยยินยอมพร้อม (จะทำหรือจะเป็น) หรือ ไม่ยินยอม (จะทำหรือจะเป็น) ฉันคิดว่าเราสามารถเข้าใจบางสิ่งในเหตุผลนี้ แมนิเฟสโต้คิลจอยเป็นหมู่คนที่ดื้อด้าน เธอดับเครื่องชนเพราะเธอยึดกับสิ่งที่เธอยินยอมหรือไม่ยินยอมที่จะทำ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนดื้อด้านเหล่านี้มีหลักการ ในเมื่อเธอสามารถถูกหล่อหล่อมด้วยหลักการได้ เธอพร้อมจะปันให้ถ้าคุณรับมันได้ไหว

หลักการที่ 1: ฉันไม่ยินยอมที่จะทำให้ความสุขเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต

คนมักจะขอนู่นขอนี่ คำขอนี้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้: คุณถูกขอให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเอาใจคนอื่น คุณจะยิ่งถูกขอให้เอาใจคนอื่นถ้าพวกเขารู้ว่าคุณไม่โอเคกับสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ คุณอาจจะถูกขอให้ไปร่วมงานแต่งงานทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าคุณต่อต้านสถาบันการแต่งงานที่พิธีกรรมแบบนี้เฉลิมฉลอง พวกเขาเว้าวอนคุณด้วยการอ้างถึงความสุขใจของตัวเอง และถ้าคุณปฏิเสธข้อเรียกร้องนั้น คุณก็จะถูกตัดสินว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ว่าเป็นคนที่เอาแต่ความสุขตัวเองเป็นที่ตั้ง

ช่างอำมหิต: จิตใจคุณทำด้วยอะไร?​

แมนิเฟสโต้คิลจอย: ความหมายจากพวกอำมหิต

ถ้าคุณยินยอมพร้อมที่จะปฏิเสธข้อเรียกร้องเหล่านี้ นั่นหมายความว่าความสุขไม่ใช่หลักการที่คุณเชิดชู คุณไม่ได้เห็นว่าข้อเรียกร้องเหล่านั้นน่าดึงดูด และโดยรวมแล้วคุณก็ไม่ได้เชิดชูหลักการนี้เพราะคุณเคยเผชิญหน้ากับมันมาก่อน: คุณเคยถูกขอให้ไม่พูด ไม่ทำ บางสิ่งบางอย่าง เพียงเพราะมันอาจทำให้คนอื่นไม่เป็นสุข ไม่ใช่ว่าคิลจอยไม่สนใจความสุขของคนอื่น หรือบางครั้งเธอตัดสินใจที่จะไม่ทำบางสิ่งเพียงเพราะมันเสริมความสุขของคนอื่น แต่เธอเพียงไม่ยอมให้การหมายมุ่งความสุขเป็นจุดมุ่งหมายทางการเมืองของเธอ

จากเรื่องดาษๆ ของการต้องอยู่กับผลของการไม่วิ่งตามความสุขนี้ คุณเรียนรู้ว่าความสุขที่ว่าก่อให้เกิดความไม่เป็นสุขได้ หลักการแรกนี้เป็นฐานให้กับความรู้และการเคลื่อนไหวเฟมินิสต์อยู่เสียมาก: การชี้ให้เห็นว่าสถาบันต่างๆ ถูกสร้างให้เป็นคำมั่นว่าจะเติมเต็มความสุข คำมั่นที่มักซ่อนความรุนแรงของสถาบันเหล่านี้เอง เราพร้อมที่จะเปิดโปงความรุนแรงที่ว่า: ความรุนแรงของการสรรเสริญครอบครัว ขนบแบบคู่ครอง การสืบพันธุ์ในฐานะรากฐานของชีวิตที่ดี ความรุนแรงที่ผลิตซ้ำโดยเหล่าองค์กรที่ชี้หน้าว่าการพูดถึงความรุนแรงเป็นการทรยศ เราจะเปิดโปงมายาคติเรื่องความสุขของเสรีนิยมใหม่และทุนนิยมโลก: ความเพ้อฝันที่ว่าระบบที่ถูกสร้างเพื่ออภิสิทธิชนกลุ่มน้อยเป็นเรื่องของการสร้างความสุขให้คนหมู่มากหรือให้คนส่วนใหญ่

การเปิดโปงมายาคติของความสุขคือการพร้อมที่จะรับการมอบหมายเป็นคิลจอย

หลักการที่ 2: ฉันยินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุข

การไม่ตั้งความสุขเป็นจุดมุ่งหมายอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข และคิลจอยพร้อมที่จะก่อความไม่เป็นสุขนั้น

คิลจอยที่จริงจังเป็นบ่อเกิดของความไม่เป็นสุขมาทั้งชีวิตและเธอก็รู้ด้วยว่า: เมื่อคุณก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข ไม่ว่าจะด้วยความปรารถนาที่คุณมีหรือด้วยโลกที่คุณไม่ต้องการมีส่วนร่วมด้วย คนก็จะทึกทักว่าความไม่เป็นสุขคือจุดมุ่งหมายของคุณ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น การที่คุณพร้อมจะก่อความไม่เป็นสุขไม่ได้แปลว่าคุณมีมันเป็นจุดมุ่งหมาย แม้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับข้อทึกทักเช่นนั้นก็ตาม เวลาที่ความปรารถนาของเราก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข โลกมักจะอนุมานว่าเราปรารถนาความไม่เป็นสุขนั้น คุณอาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกที่อยากได้ความไม่เป็นสุขที่คุณก่อ ซึ่งก็เป็นเพียงอีกวิธีที่เธอกลายเป็นบ่อเกิดของความไม่เป็นสุข

คิลจอยยินยอมที่จะอยู่กับผลของสิ่งที่เธอมุ่งหมายทำ เธอจึงพร้อมที่จะเป็นบ่อเกิดของความไม่เป็นสุขของผู้อื่น ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เศร้าเวลาที่คนอื่นเศร้ากับชีวิตของเธอ (เพราะพวกเขาคิดว่าชีวิตของเธอน่าเศร้า) และยิ่งไม่ใช่เรื่องเข้าไปใหญ่ หากจะคิดว่าเธอจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับคนที่ไม่เป็นสุขเพราะชีวิตของเธอ เธอจะไม่ยอมให้ความไม่เป็นสุขทำให้เธอไขว้เขว เธอพร้อมที่จะเดินผิดเส้นผิดทาง

แล้วเรายินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุขที่ว่าให้กับใคร? คำตอบเดียวที่มีให้ก็คือ ไม่ว่าใครก็ตาม แต่ตรงนี้ขอเติมคำว่า “ถ้าหาก” เรายินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุขในสถาบัน “ถ้าหาก” สถาบันนั้นทุกข์ร้อนเมื่อเราพูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศ เรายินยอมที่จะก่อความไม่เป็นสุขให้เฟมินิสต์ “ถ้าหาก” เฟมินิสต์เป็นเดือดเป็นร้อนเวลาเราพูดถึงการเหยียดสีผิว นั่นหมายความว่า: เราไม่โอเคกับเงื่อนไข “ถ้าหาก” นี้ นั่นหมายความว่า: เราไม่โอเคกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นสุข การเปิดโปงสาเหตุของความไม่เป็นสุขสามารถก่อให้เกิดความไม่เป็นสุขนั้นเอง

เราพร้อมที่จะก่อความไม่เป็นสุข เพราะสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับความไม่เป็นสุขที่คนโบ้ยว่าเราเป็นผู้ก่อ ตรงนี้ คำว่า “ฉัน” ผุดขึ้นมา เธอรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเธอโผล่เข้ามา ตอนที่ฉันออกมาพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในมหาวิทยาลัยของฉัน บางคนตราหน้าอย่างไม่ประชดประชันว่าฉันเป็นคิลจอย (จริงๆ แล้วอาจจะมีสำเนียงติดประชดอยู่ในนั้น ในเมื่อฉันได้ประกาศไปแล้วว่าฉันคือเธอคนนั้น) สิ่งสำคัญที่เราต้องระลึกให้ได้ก็คือเฟมินิสต์หลายคนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ “บางคน” นั้น เพื่อนร่วมงานเฟมินิสต์คนหนึ่งบอกว่า การออกมาพูดครั้งนี้ ฉันกำลังทำให้สภาพแวดล้อมที่ “มีความสุขและประเทืองปัญญา” ที่เฟมินิสต์อาวุโสลงแรงสร้างขึ้นมานั้นด่างพร้อย ฉันอนุมานเองว่าฉันคงไม่ใช่หนึ่งในเฟมินิสต์อาวุโสเหล่านั้นด้วยจุดยืนที่ฉันประกาศกร้าวไป ใช่ ขนาดการพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเอง เฟมินิสต์ยังทุกข์ร้อนได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว: ฉันไม่ยอมที่จะตั้งความสุขของเฟมินิสต์เป็นจุดมุ่งหมายของฉัน

ถึงจุดนี้เราเรียนรู้ที่จะฟังว่าในข้อกล่าวหาเหล่านั้นมีความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง เฟมินิสม์โดยนัยแล้วก็เป็นฟองสบู่ในสถาบัน แต่ฟองสบู่เฟมินิสต์ก็สามารถทำหน้าที่เป็นรูปแบบหนึ่งในการยึดโยงอัตลักษณ์ได้ด้วย เพื่อปกป้องฟองสบู่เฟมินิสต์นี้ คุณอาจต้องปกป้องมันจากความรุนแรงของสถาบัน อันเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในที่อื่น (ศูนย์อื่น แผนกอื่น) การปกป้องฟองสบู่เฟมินิสต์ลงเอยกลายเป็นวิธีในการปกป้องสถาบัน คุณไม่ต้องการให้คนนอกสัมผัสถึงความรุนแรงทางสถาบัน เธอเลยเลือกที่จะสลายความรุนแรงที่ว่าให้ “เป็นการภายใน” แม้ว่า “เป็นการภายใน” นั้นจะล้มเหลวในการรื้อถอนบ้านของเจ้านายท่านเองก็ตาม หรือว่านี่คือสาเหตุของความลับลมคมในและความเงียบเกี่ยวกับความรุนแรงทางสถาบัน แม้กระทั่งในหมู่เฟมินิสต์ด้วยกันเอง?

ถ้าเฟมินิสม์อยู่ในฟองสบู่ เราต้องเจาะมันให้แตก

เมื่อใดที่เราหันหลังให้กับสิ่งที่บ่อนทำลายความสุขของเรา เรากำลังถอนกำลังจากงานที่เราต้องทำเพื่อสร้างโลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกว่าเดิม แต่เราไม่สามารถยึดหลักการความพร้อมที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นสุขได้ หากอนุมานว่าความไม่เป็นสุขนี้หมายถึงความไม่เป็นสุขของผู้อื่นเท่านั้น เป็นไปได้ว่าบางครั้งเราไม่รับรู้สถานการณ์บางสถานการณ์เพราะการรับรู้นั้นอาจทำให้เราไม่เป็นสุข บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่คิลจอยโผล่ขึ้นมา: เพราะเราพยายามไม่รับรู้สิ่งที่เธอสังเกตเห็นอย่างน่าสมเพช บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่คิลจอยเข้ามาในชีวิตของคนที่ประกาศตนว่าเป็นคิลจอย: ความสุขของเราอาจขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราไม่สังเกตเห็นด้วยเช่นกัน หรือเราอาจเป็นสุขอยู่ได้ด้วยการตั้งใจหลับหูหลับตา เราต้องปฏิเสธสภาวะนี้ ถ้าบางสิ่งทำให้เราไม่เป็นสุขเมื่อเรารับรู้แล้ว เรายิ่งจำเป็นต้องรับรู้มัน เราพร้อมที่จะก่อความไม่เป็นสุขนั้นให้กับตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความไม่เป็นสุขเป็นจุดมุ่งหมายของเรา

หลักการที่ 3: ฉันยินยอมที่จะสนับสนุนคนอื่นที่พร้อมจะก่อความไม่เป็นสุข

ก่อนสิ่งอื่นใด คิลจอยอาจค้นพบตัวเองในความรู้สึกโดดเดี่ยว: ที่ถูกตัดขาดจากคนอื่น จากวิธีที่คนอื่นรวมตัวกันรอบความสุข เธอรู้สิ เพราะเธอเคยประสบมันมาแล้ว: การไร้ที่นั่งในวงล้อมแห่งความสุขอาจหมายถึงการที่ตนเองต้องอยู่ในเงามืด ตัวคนเดียว ด้วยตัวเอง อาจเป็นว่าหลายคนผ่านเข้ามาในชีวิตคนแบบคิลจอย และเผ่นออกไปอย่างรวดเร็วเพราะพวกเขามองว่าเธอเป็นพื้นที่ที่อยู่ยาก พื้นที่ที่ไม่ได้ห้อมล้อมไปด้วยความอบอุ่นจากผู้อื่น เสียงพึมพำเงียบๆ ที่แว่วพร้อมกับข้อตกลง ราคาของการคิล-จอยนั้นแสนแพง องค์ร่างของเธอเองก็เป็นราคาที่ต้องจ่าย (การไม่เห็นด้วยกับคนบางคน ในฐานะการคิล-จอยบางสิ่ง)

แล้วเธอจะยืนหยัดยังไง? ดังที่ฉันเสนอในคู่มือยังชีพ [6]ในหนังสือเล่มเดียวกัน (Living a Feminist Life โดยซาร่า อาเหม็ด) … Continue reading ของฉัน เรามักยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการค้นพบคิลจอยคนอื่นๆ เราสามารถใช้ชื่อนี้ได้เมื่อเรารับรู้ถึงพลวัตที่เธอขานถึง และเราก็สามารถรับรู้ถึงพลวัตนั้นได้เมื่อคนอื่นเผยมันให้เราเห็น เรารับรู้ถึงคนอื่นด้วยเช่นกันเมื่อพวกเขารับรู้ถึงพลวัตนั้น

ชั่วขณะของการรับรู้นั้นเลอค่า และพร้อมจะดับลงในทุกขณะ ชั่วขณะตามมาด้วยความทรงจำ: เรามักยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากคนอื่น เราอาจเผชิญกับวิกฤตของการไร้ซึ่งการสนับสนุนใดๆ ยิ่งเรารู้สึกเช่นนั้น การหนุนกันยิ่งมีความสำคัญ การเขียนแมนิเฟสโต้จากการเป็นคิลจอยหมายถึงการพร้อมที่จะให้การสนับสนุนที่เราเคยได้รับ หรือที่เราหวังว่าจะได้รับ บางทีเธออาจจะอยู่ในบทสนทนา อยู่บ้านหรือที่ทำงาน และคนหนึ่งคน คนหนึ่งคนจากคนหลายคนกำลังออกมาพูดบางอย่าง อย่าปล่อยให้เธอพูดคนเดียว หนุนหลังเธอ พูดกับเธอ ยืนเคียงข้างเธอ และยืนหยัดกับเธอ มากสิ่งก่อตัวจากชั่วขณะการแสดงพลังสนับสนุนอย่างเปิดเผยนี้ เรากำลังสร้างระบบการเกื้อหนุนรอบๆ คิลจอย เรากำลังหาหนทางในการอนุญาตให้เธอทำในสิ่งที่เธอทำ เป็นในสิ่งที่เธอเป็น เราไม่ต้องคาดคั้นความจีรังจากเธอ หรือแปลงความเป็นองค์ร่างของเธอให้กลายเป็นปัจเจกมนุษย์ รู้เพียงว่าเมื่อเธอโผล่เข้ามา เธออาจต้องการให้คนอื่นหนุนเธอ

ออเดร ลอร์ด (Audre Lorde) เคยเขียนไว้ว่า “ความเงียบของคุณไม่สามารถปกป้องคุณได้” แต่ความเงียบของคุณปกป้องพวกเขาได้ “พวกเขา” ในที่นี้ฉันหมายถึง: พวกเขาที่รุนแรง หรือพวกเขาที่ได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากการนิ่งเฉยต่อความรุนแรง คิลจอยคือหลักฐานยืนยัน เธอกลายเป็นองค์ร่าง กลายเป็นวิธีในการควบคุมความเสียหาย เพราะเธอพูดเกี่ยวกับความเสียหาย และด้วยประสบการณ์ ประสบการณ์ของการเป็นเฟมินิสต์ หรือที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นศักราชแห่งเฟมินิสต์ ฉันก็ได้เข้าใจ ผ่านการรับรู้และการรู้สึกถึงราคาของการออกมาพูด ฉันจึงได้เข้าใจ ได้รู้และรู้สึกว่าทำไมหลายคนถึงไม่ออกมาพูด ราคามันแสนแพง บางครั้งแพงเท่าชีวิต ความอยุติธรรมถูกผลิตซ้ำโดยความเงียบ ไม่ใช่เพราะคนไม่เห็นความอยุติธรรม แต่เพราะพวกเขาเห็นมันนี่แหละ และพวกเขาก็ยังเห็นผลที่ตามมาหากพวกเขาเลือกที่จะชี้ให้ความอยุติธรรมนั้นปรากฏ ซึ่งอาจเป็นผลที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับได้ ผลนั้นอาจเป็นการตกงานโดยที่รู้ว่าเธอต้องการงานนั้นเพื่อเลี้ยงดูคนที่เธอห่วงใย อาจเป็นความกังวลที่จะเสียเส้นสายที่สำคัญ ความกังวลที่ว่าคนอาจตีความสิ่งที่เธอพูดผิด ความกังวลว่าการพูดบางสิ่งอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง การเสนอว่าคิลจอยเฟมินิสต์เป็นแมนิเฟสโต้ ไม่ได้หมายความว่าเรามีข้อผูกมัดในการออกมาพูด พวกเราไม่ได้อยู่ในฐานะเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ทุกคนที่จะจ่ายราคาในการออกมาพูดได้ การคิล-จอยจึงต้องการระบบการสื่อสาร: เราต้องเสาะหาวิธีอื่นเพื่อทำให้ความรุนแรงปรากฏ เราอาจจำเป็นต้องใช้วิถีกองโจรที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากประวัติศาสตร์เฟมินิสต์ เธอสามารถจดชื่อคนที่คุกคามเธอบนหน้ากระดาษ พ่นกราฟฟิติบนผนัง หมึกแดงในน้ำ มีวิธีสารพัดในการสร้างความก่อกวนอย่างเฟมินิสต์

แม้ว่าการออกมาพูดจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็จำเป็น ความเงียบต่อความรุนแรงคือความรุนแรง แต่การพูดอย่างเฟมินิสต์มีหลากหลายรูปแบบ ยิ่งการพูดนั้นยากเท่าไหร่เราก็ยิ่งหัวใส การออกมาพูดเองและการร่วมพูด การปกป้องผู้ออกมาพูด การกระทำเพื่อเผยแพร่คำพูดเหล่านี้คือการสร้างโลก การคิล-จอยเป็นภารกิจในการสร้างโลก เราสร้างโลกจากชิ้นส่วนที่แตกหักแม้เราจะเป็นผู้ป่นปี้ชิ้นส่วนเหล่านั้นจนแตกละเอียดเอง หรือแม้ว่าเราเองจะเป็นชิ้นส่วนที่แตกเป็นเสี่ยงๆ

หลักการที่ 4: ฉันไม่ยินยอมที่จะหัวเราะกับมุกตลกที่ออกแบบมาเพื่อละเมิด

หลักการนี้ฟังดูจะเจาะจงมาก: มันอาจดูเหมือนจะเป็นผลพวงจากหลักการสามข้อแรก และดูจะไม่มีค่าพอในการเป็นหลักการของมันเอง แต่ฉันกลับมองว่าอารมณ์ขันเป็นเทคนิคสำคัญในการผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรม ฉันคิดว่าความเพ้อพกที่ว่า เฟมินิสต์ไร้อารมณ์ขัน (ส่วนหนึ่งของความเพ้อพกกว้างๆ ที่ว่า ใครก็ตามที่ท้าทายระเบียบสังคมและการเมืองไร้อามณ์ขันกันทั้งสิ้น) ทำงานอย่างชะงัด ความเพ้อพกทำให้องค์ร่างของคิลจอยทำงานของเธอ โดยเธอถูกอนุมานว่าเธอทำสิ่งที่เธอทำ (นั่นคือชี้ให้เห็นถึงการเหยียดเพศ หรือการเหยียดสีผิว) เพราะตัวเธอเองไม่มีความสุข หรือเพราะเธอไม่อาจทนความสุขของคนอื่นได้ บ่อยครั้งเมื่อใครถูกป้ายว่าเป็นคิลจอยเฟมินิสต์ คนอื่นก็จะเล่นมุกบางอย่างเพื่อทำร้ายเธอ เพื่อเห็นถึงความขันป่วยๆ ของเธอ อย่าถูกลวงให้ขำ ถ้าสถานการณ์มันไร้อารมณ์ขัน ก็ไม่ต้องเติมอารมณ์ขันให้มัน ถ้าสถานการณ์มันไม่ตลก ก็ไม่ต้องทำให้สถานการณ์มันเบาลง เราไม่จำเป็นต้องสนุก

คนมักจะเหยียดเพศหรือเหยียดสีผิวกันผ่านอารมณ์ขัน (เช่น ผ่านการประชด หรือการเสียดสี) อารมณ์ขันทำให้ดูเหมือนมีระยะห่าง การหัวเราะสิ่งที่พวกเขาพูดซ้ำ เป็นการพูดซ้ำสิ่งที่พวกเขาหัวเราะใส่ “ใส่” อะไรตรงนี้แหละที่กลายเป็นจุดตบของมุก นี่ไม่ใช่เรื่องตลก และเมื่อใดที่มันไม่ใช่น่าหัวร่อ การหัวเราะเป็นเรื่องทันที

แต่แน่นอนว่าอารมณ์ขันก็สามารถท้าทายบางสิ่งด้วยการทำให้บางสิ่งปรากฏ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นข้อนี้ในคู่มือยังชีพ ความแตกต่างระหว่างผลจากการหัวเราะมีความสำคัญ แต่การหัวเราะก็มีผลที่แตกต่าง และความแตกต่างนี้ก็มีนัยยะ อารมณ์ขันแบบเฟมินิสต์อาจเป็นการได้ระบายเมื่อเราสามารถหัวเราะให้กับรูปแบบที่คุ้นเคย ที่ปกติมักถูกปกปิดแต่ครั้งนี้ถูกเปิดเผย เราอาจจะหัวเราะให้กับวิธีที่ผู้ชายคนขาวประกอบร่างตัวเองด้วยการลดทอนอะไรก็ตามที่เราทำแล้ว“ไม่ใช่ผู้ชายคนขาว” ให้เหลือเป็นเพียงการเมืองอัตลักษณ์ เราอาจจะหัวเราะให้แม้กระทั่งกับการกลายเป็นหัวโขนให้แคมเปญ ความหลากหลาย และการหัวเราะไม่ได้หมายความว่าเราไม่รู้สึกเจ็บหรือหงุดหงิดเวลาที่สถาบันเรียกให้เราไปโปรยยิ้มหวาน ทำให้หน้าของพวกเราเป็นของเขา แต่นี่ไม่ใช่การหัวเราะที่อนุญาตให้เราซ้ำคำพูดที่ละเมิดคนอื่น แต่เป็นการหันหางเสือไปสู่จุดเกิดเหตุ เราไม่พูดและผลิตซ้ำการละเมิดคนอื่น เราถอนตัว

องค์ร่างคิลจอยมีความใกล้เคียงกับองค์ร่างที่อ่อนไหวเกินเหตุและเจ็บง่าย ตัวละครนี้จะถูกหยิบมาใช้เมื่อใดก็ตามที่การวิพากษ์สังคมประสบความสำเร็จ: เพื่อใช้บอกว่าบางสิ่งถูกปิดตัว หรือเอาออก หรือสูญหายไป (ความสูญหายที่คนอาลัย) เพราะคนอื่นรู้สึกถูกทำร้าย (offended) ในพื้นที่ที่การถูกกระทำเป็นความอ่อนไหวเกินเหตุ เป็นความอ่อนแอ ความนุ่มนิ่ม หลอกง่าย “เข้มแข็งหน่อย” กลายเป็นหลักศีลธรรม ที่ (เหมือนกับหลักศีลธรรมอื่นๆ) จะถูกพร่ำสอนโดยผู้คนที่คิดว่าตัวเองมีสิ่งนั้น สิ่งที่เขาบอกว่าคนอื่นจำเป็นต้องมี และแน่นอนว่าการถูกกล่าวหาว่าเป็นคนอ่อนไหวเกินเหตุก็ถูกหยิบมาใช้ก่อนการสูญเสีย หรือเพื่อเลี่ยงการสูญเสียนั้น ความตื่นตระหนกทางศีลธรรมเรื่องคำเตือนเนื้อหาที่อาจสะเทือนใจ (trigger warning) ปลุกองค์ร่างนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะองค์ร่างของนักเรียนที่อ่อนไหวเกินกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับความยากและความลำบากของการเรียนรู้ พูดราวกับว่า: ถ้าเราอนุญาตให้ความอ่อนไหวของเธอเป็นกฎเกณฑ์ เราจะสูญเสียอิสรภาพ ฉันขอแย้งว่าอิสรภาพจะถูกลดทอนให้เหลือเป็นเพียงอิสระที่จะทำร้ายคนอื่นได้ ซึ่งก็เกี่ยวกับวิธีที่คนที่มีอำนาจปกป้องสิทธิในการสาธยายมุมมองของพวกเขา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม

ถ้าการหยัดยืนที่รุนแรงว่าไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์โหดเหี้ยมนั้นต้องซ้ำรอย หรืออย่างน้อยถ้าการตั้งคำถามเกี่ยวกับเงื่อนไขที่อนุญาตให้เกิดการซ้ำรอยนั้น หมายถึงการถูกเรียกว่าเป็นพวกอ่อนไหวเกินเหตุ ถ้างั้นเราก็จำเป็นต้องอ่อนไหวเกินเหตุ เวลาที่เธออ่อนไหวกับสิ่งที่ยังไม่จบลง เธอจะถูกมองว่าอ่อนไหวเกินเหตุ เราอ่อนไหวกับสิ่งที่ยังไม่จบ เราอ่อนไหวเพราะว่ามันยังไม่จบ

หลักการที่ 5: ฉันไม่ยินยอมที่จะข้ามผ่านประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบสิ้น

มันยังไม่จบ เราประกาศ เรายืนกราน ขณะที่เราเฝ้ามองคนอื่นประกาศว่ามันจบแล้ว จะกี่คำประกาศพวกเขาก็ทำสิ่งเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดวิด คาเมรอน (David Cameron) กล่าวว่าหนึ่งสิ่งที่ทำให้ประเทศอังกฤษยิ่งใหญ่คือการที่เรา “ปราบระบบทาสอย่างราบเรียบ” อังกฤษถูกจดจำว่าเป็นผู้ปลดปล่อยทาส ไม่ใช่ผู้ค้าทาส ไม่ใช่ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการจองจำคนมหาศาลให้เป็นทาส จากการล่าอาณานิคม หนังสือที่เป็นแหล่งอ้างอิงของการสอบเป็นพลเมืองอังกฤษ อธิบายว่าการล่าอาณานิคมเป็นระบบที่นำพามาซึ่งประชาธิปไตย กฎหมายและประโยชน์ต่อผู้อื่น ประวัติศาสตร์ของการครอบครองและโจรกรรมอันรุนแรงถูกจินตนาการให้กลายเป็นของขวัญแห่งความสมัยใหม่ และในวันนี้ สงครามก็ยังดำเนินต่อไปด้วยเหตุผลว่ามันคือของขวัญ คือการให้อิสรภาพ ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม

เมื่อมันยังไม่จบ ก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะก้าวข้ามมันไป

คิลจอยยินยอมที่จะพูดถึงประวัติศาสตร์นี้  ความทรงจำสามารถดื้อด้าน และเราเองก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเรากระทำสิ่งนี้ เธอจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ขัดขวางการปรองดอง เธอถูกตัดสินว่าเป็นคนคนนั้นที่ไม่ยอมทำสิ่งที่คนอื่นทำกันแล้ว: ก้าวข้ามมัน ก้าวข้ามตัวเอง ปล่อยมันไป เธอกลายเป็นแผลเปิดเพราะเธอไม่ยอมให้แผลสมาน

เรายินยอมที่จะเป็นคนที่ล้มเหลวในภารกิจการปรองดอง เรารู้ว่าความสำเร็จของภารกิจนั้นคือความล้มเหลวในการชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของความอยุติธรรม ที่ไม่ได้เผยตัวแค่ในความบอบช้ำไม่รู้จบในเหล่าคนที่มีประวัติศาสตร์นี้เป็นมรดกทางร่างกายและเป็นการหลอกหลอนข้ามยุคข้ามสมัย แต่ยังเผยตัวในการกระจายความมั่งคั่งและทรัพยากรที่แสนจะไม่เท่าเทียมอีกด้วย

โลกถูกหล่อหลอมอย่างไรคือความทรงจำ

พวกเขาก็จะว่า: แต่ดูสิ่งที่เธอได้รับสิ ความเท่าเทียมและความหลากหลาย: พวกมันล้วนแต่เป็นของขวัญที่เราควรจะสำนึกในบุญคุณ พวกมันกลายเป็นของชดเชย พวกเราไม่สำนึกในบุญคุณเมื่อระบบถูกขยายให้นับรวมเรา ในขณะที่ระบบนั้นกำเนิดจากความไม่เท่าเทียมและความรุนแรง

หลักการที่ 6: ฉันจะไม่ยินยอมที่จะถูกนับรวม ถ้าการถูกนับรวมนั้นหมายถึงการถูกนับรวมในระบบที่อยุติธรรม รุนแรง และไม่เท่าเทียม

ส่วนใหญ่มันมักจะมาในรูปแบบของการเชื้อเชิญ: เข้ามาสิ เป็นส่วนหนึ่งของ…แล้วสำนึกบุญคุณ บางครั้งเราก็มีทางเลือกน้อย: เราเป็นแรงงาน เราทำงาน เราประนีประนอม เราต้องเอาชีวิตรอดหรือกระทั่งก้าวหน้าภายใต้สถาบัน แต่แม้พวกเราที่ถูกนับรวม แม้เวลาพวกเราได้รับผลประโยชน์ (เราอาจได้รับเงินเดือน หรือเงินบำนาญ) เราก็ไม่ยอมจำนนต่อการนับรวมนั้น เรากำลังยอมรับว่าการนับรวมนั้นเรียกร้องการสนับสนุนสถาบัน การผูกตัวเองกับมัน เรายินยอมพร้อมที่ออกมาพูดเรื่องความรุนแรงของสถาบัน ที่จะหยุดงานประท้วง ที่จะลงถนน เรายินยอมพร้อมที่จะพูดถึงไม้เรียว ที่จะเสี่ยงการถูกแปะป้ายว่าเป็นแขนอันพัลวัน

แต่ตรงนี้มีอุปสรรค เพราะแน่นอนว่าถ้าเธอถูกจ้างโดยองค์กรหนึ่ง และถ้าเธอได้รับผลประโยชน์จากการว่าจ้างนี้ อาจพูดได้ว่าการตั้งจุดยืนแบบคิลจอยเป็นรูปแบบหนึ่งของความไม่ภักดีทางการเมือง: คุณได้รับผลประโยชน์จากสถาบันที่คุณวิจารณ์ เราต้องเริ่มจากการมีส่วนผิดของตัวเราเอง: นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมส่วนที่สอง(ของหนังสือเล่มนี้) ถึงเริ่มด้วยลักษณะการทำงานด้านความหลากหลายที่ต้องจำยอมต่อสิ่งต่างๆ การมีส่วนผิดไม่ควรกลายเป็นตรรกะในการผลิตซ้ำในตัวมันเอง: ว่าเราทำได้เพียงผลิตซ้ำตรรกะของสถาบันที่จ้างเรา ที่จริงแล้วใครที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบที่อยุติธรรมยิ่งจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเปิดโปงความอยุติธรรมนั้น สำหรับเหล่าคิลจอยที่ทำงานประจำ เอาเป็นว่าเรียกพวกเราว่าเป็นคิลจอยแบบโปรเฟสชันนัล พวกเราบางคนอาจเป็นศาสตราจารย์คิลจอยก็ได้ ในเมื่อเราปฏิญาณตนที่จะคิล-จอย ไม่มีทางใดที่จะเอาชนะอุปสรรคนี้ได้นอกเสียจากเริ่มต้นที่ตัวงานนี้เอง เราจำเป็นต้องใช้ผลประโยชน์ที่เราได้รับเพื่อสนับสนุนคนที่ไม่ได้ นั่นรวมไปถึงคนร่วมสถาบันที่ไม่ได้รับความมั่นคง ความมั่นคงที่ให้โอกาสเราในการเปิดโปงความไม่มั่นคง ในระดับอุดมศึกษาหมายถึงเราต้องยืนหยัดกับนักเรียนที่กำลังต่อสู้เพื่อการศึกษาอันเป็นสิทธิ เพื่อครูชั่วคราวและบุคลากรที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ หรือที่ยังทำงานใต้สัญญาระยะสั้น เราต้องยืนหยัดกับพนักงานไม่ว่าจะเป็นคนทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัยและคนเฝ้าประตู เหล่าคนที่ทำงานเพื่อดูแลตึกและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้เราทำงานของเราได้ ฉันได้พยายามแสดงให้เห็นว่าการคิล-จอยและความบากบั่น ก็เกี่ยวโยงกับการเมืองของแรงงาน: แขนขาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่จะบอกว่าสุดท้ายแล้วบางคนก็ต้องทำงานเพื่อผลิตซ้ำเงื่อนไขที่ทำให้ผู้อื่นมีอยู่ได้ เมื่อการทำงานแบบมืออาชีพของเราเกิดขึ้นได้ด้วยงานของคนอื่น เราจำเป็นต้องใช้สถานภาพของเราเพื่อรับรู้ถึงงานนั้น เราจำเป็นต้องเปิดโปงความอยุติธรรมที่สถาบันต่างๆ สนับสนุนคนเพียงบางกลุ่ม และเราจำเป็นต้องสนับสนุนกลุ่มคนที่ท้าทายเงื่อนไขที่กำหนดการทำงานอันไร้ซึ่งการสนับสนุนใดๆ ความดื้อด้านมันน่าประทับใจ

และ: เราต้องเปิดโปงความรุนแรงในสถาบันที่นับรวมเราต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อการนับรวมเราเกิดขึ้นภายใต้นโยบายของความหลากหลายและความเท่าเทียม โดยเฉพาะเมื่อร่างกายของเราและผลของแรงงานเราถูกสถาบันใช้เป็นหลักฐานของการนับรวม เรากลายเป็นผู้ทำลายกำแพง เราจึงต้องพูดถึงกำแพง ต้องแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ถูกแช่แข็งอย่างไร เราจะไม่ยินยอมอนุญาตให้การนับรวมเราไปสนับสนุนความเพ้อพกถึงความสุข เราอาจจำเป็นต้องเดินออกไปเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ถ้าการนับรวมเราเรียกร้องให้ต้องเสียสละมากเกินไป แม้ว่าเราจะไม่อยู่ในฐานะที่จะเดินออกไปได้กันทุกคนก็ตาม

แมนิเฟสโต้คิลจอย: เรียกร้องการปฏิเสธการฝากความหวังไว้กับการนับรวมโดยสถาบันที่ก่อร่างจากความรุนแรง ด้วยความบากบั่นและต่อเนื่อง ฉันไม่สำนึกว่าการนับรวมฉันในสถาบันที่ไม่เท่าเทียมเป็นบุญคุณ ฉันไม่ซาบซึ้งในบุญคุณที่ถูกนับรวมในสถาบันที่การพูดถึงการเหยียดเพศและการเหยียดสีผิวถูกมองว่าเป็นเรื่องอกตัญญู เรามีประวัติศาสตร์ของเฟมินิสต์อกตัญญูให้เดินตาม พวกเฟมินิสต์อกตัญญู ขี้นอยด์ ยัยบูดบึ้ง

เมื่อรวมตัวกัน: ยัยพวกบูดบึ้งคือก้อนเฟมินิสต์ กรรมาชีพผ้าขี้ริ้ว: ในรูปแบบเฟมินิสต์ ด้วยจิตสำนึกแบบเฟมินิสต์

หลักการที่ 7: ฉันยินยอมที่จะใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นมองว่าไม่เป็นสุข และฉันยินยอมที่จะปฏิเสธหรือขยายความเข้าใจที่มีอยู่ว่าอะไรถือเป็นชีวิตที่ดี

ฉันได้พูดไปแล้วว่าความสุขเกี่ยวข้องกับการจำกัดวิถีการใช้ชีวิตอย่างไร เราสามารถเป็นพวกไม่ภักดีด้วยการปฏิเสธที่จะถูกจำกัด เราใช้ชีวิตที่ถูกมองว่าไม่เป็นสุข ที่เหมือนจะผิดที่ผิดทางของการเฉลิมฉลอง ผู้หญิงสองคนอยู่ด้วยกัน ปฏิเสธที่จะจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิต หรือปฏิเสธที่จะแต่งงาน เรากำลังสำแดงการปฏิเสธปิตาธิปไตยที่อนุมัติแต่การรักเพศตรงข้าม การปฏิเสธสิ่งใดเป็นการกระทำที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่น

เราสามารถกลายเป็นการสืบสายครอบครัวทางเลือก อย่างที่ฉันได้เสนอไว้ในบทที่ 8 หรือเป็นการจินตนาการทางเลือกใหม่แทนการสืบสายครอบครัว ฉันค่อนข้างชอบการเป็นคุณป้าเฟมินิสต์เลสเบี้ยน ฉันรู้ว่าตอนที่ฉันสาวๆ ก็คงอยากมีป้าๆ เฟมินิสต์เลสเบี้ยน แม้ว่าตัวฉันเองก็มีป้าๆ เฟมินิสต์ที่ฉันเป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่ไม่น้อย เราจำเป็นต้องเล่าเรื่องของเราให้เด็กๆ ฟัง ให้คนรุ่นหลัง แต่ละรุ่นต้องเล่าเรื่องให้กันและกันฟัง เรื่องที่ประกอบอยู่รอบชีวิตอื่น ชีวิตที่จางหายในการสลักเรื่องราว และเราจำเป็นต้องเล่าให้กันและกันฟังถึงเรื่องราวหลากวิธีในการใช้ชีวิต ในการเป็นอยู่ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าเราใช้ชีวิตเฉียดความคาดหวังแค่ไหน แต่บนพื้นฐานของการพเนจรอย่างเควียร์ในชีวิตที่เธอมี

ในอดีตฉันคงหวังที่จะรู้จักวิธีอื่นในการใช้ชีวิต ในการเป็นอยู่ ฉันคงอยากรู้ว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องถูกโยงกับผู้ชาย แน่นอนว่าฉันดิ้นรนเพื่อเข้าใจว่า: ฉันกลายเป็นเฟมินิสต์ ฉันค้นพบสตรีศึกษา ฉันพบผู้หญิงที่สอนว่าฉันไม่จำเป็นต้องทำอะไร ฉันพบผู้หญิงที่ช่วยฉันให้เฉออกจากความคาดหวัง

เควียร์: จุดเวลาที่เธอตระหนักว่าอะไรที่เธอไม่จำเป็นต้องเป็น

เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการถ่างขยายเมื่อเราปฏิเสธที่จะถูกจำกัด และแต่ละครั้งที่เราปฏิเสธหรือขยายบทแห่งความสุขที่หยิบยื่นมาให้ เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดกว้างนั้น เราต้องสร้างพื้นที่ถ้าเราจะใช้ชีวิตอย่างเฟมินิสต์ เมื่อเราสร้างพื้นที่ เราสร้างพื้นที่ให้คนอื่น

หลักการที่ 8: ฉันยินยอมพร้อมที่จะคืน hap กลับเข้าไปในคำว่า happiness

ฉันได้พูดไปแล้วว่าคำว่า ความสุข หรือ happiness ในภาษาอังกฤษมาจากภาษาอังกฤษยุคกลางคำว่า hap ที่สื่อถึง ความบังเอิญ ประวัติศาสตร์หนึ่งของความสุขคือประวัติศาสตร์ของการกำจัดความบังเอิญของมัน นั่นคือความสุขไม่ได้ถูกกำหนดจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ แต่เป็นสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อให้ได้มา ในหนังสือ The Promise of Happiness [7]The Promise of Happiness เขียนโดยซาร่า อาเหม็ด เช่นเดียวกัน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Duke … Continue reading ฉันสำรวจว่าความสุขถูกจำกัดความใหม่ให้ต้านความบังเอิญ​ (hap) ด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจิตวิทยาของความลื่นไหลและจิตวิทยาเชิงบวกกล่าวว่า ความสุขไม่ใช่บางสิ่งที่เกิดขึ้น (หรืออยู่ๆ ก็เกิด) บทกำหนดความสุขแคบๆ นี่แหละคือความรุนแรงของการกำจัดความบังเอิญอย่างที่สุด เราจำเป็นต้องมองเห็นการจำกัดนั้นก่อนที่เราจะฟื้นคืนมันกลับมา เราไม่สามารถใช้เพียงคำที่อ่อนโยนกว่าราวกับว่ามันจะพาเราหนีไปจากที่นี่ได้ เราต้องรับรู้ถึงน้ำหนักของโลก ถึงความหนักหน่วงของความสุข ถึงวิธีที่เราถูกถ่วงด้วยความคาดหวังว่าเราจะพลาดพลั้ง เราสะดุด และเมื่อเราสะดุดในขณะที่เรายืนอยู่ในแถว เราอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นอุปสรรคต่อความสุขของตน เราอาจรู้สึกว่าตัวเองนี่แหละที่ขัดขวางตัวเราเอง เราจะปล่อยให้ตัวเองขวางทางอย่างนั้นมั้ย? เราจะพร้อมกับสิ่งที่ดูเหมือนเราเดินย้อนกลับหลังได้หรือเปล่า? ฉันสะดุด บางทีก็เพราะสะดุดนี่แหละฉันถึงพบคุณ อาจเพราะสะดุดนี่แหละถึงพบความสุข ความบังเอิญที่เต็มไปด้วยความสุข ความสุขที่เปราะบางไม่ต่างจากร่างกายที่เรารักและถนอม เราให้ค่ากับความสุขนั้นเพราะมันเปราะบาง: มันมาแล้วจากไป เหมือนตัวเรา ฉันยินยอมปล่อยวางความสุข เพื่ออนุญาตให้ความโกรธ ความเดือดดาล หรือความผิดหวังเป็นภาวะที่โลกส่งผลต่อตัวฉัน แต่เมื่อใดที่ความสุขเกิดขึ้น ฉันก็มีความสุข

ความสุขที่เปราะบางอาจสอดคล้องกับความเปราะบางของสิ่งต่างๆ เราสามารถแคร์สิ่งที่แตกหักไปหรือสิ่งที่แตกไปแล้ว การแคร์สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่การแคร์ความสุขของมัน บ่อยครั้งการแคร์ความสุขมักกลายเป็นการแคร์ผู้อื่นบนเงื่อนไขที่ว่า พวกเขาต้องสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตแบบที่คุณวาดไว้ หรือบางทีเราสามารถคิดถึงการแคร์ที่เกี่ยวโยงกับความบังเอิญ เรามักถูกอนุมานว่าเราไม่แคร์เวลาเราทำบางสิ่งแตก ดังที่ได้เขียนไปแล้วในบทที่ 7 การแคร์บางสิ่ง ไม่ว่ามันจะแตกหรือไม่ก็ตามหมายความว่าอย่างไร? เราอาจจะสามารถเปลี่ยนทิศทางการแคร์ จากการแคร์เพื่อความสุขของคนหนึ่ง สู่การแคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบางคนหรือบางสิ่ง: แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แคร์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราอาจเรียกการแคร์นี้ว่า hap care (การแคร์บังเอิญ) แทนที่จะเรียกว่า happiness care (การแคร์ความสุข) hap care ไม่ได้หมายถึงการละมือจากสิ่งของ แต่หมายถึงการถือสิ่งนั้นไว้ด้วยการปล่อยตัวเองไป สละตนให้กับสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง hap care ไม่ได้ขวนขวายที่จะกำจัดความว้าวุ่นจากการแคร์ มันอาจถูกเรียกว่าการแคร์เพื่อ hap ด้วยซ้ำ การแคร์มันน่าประหวั่น การเอิบไปด้วยแคร์ การระมัดระวัง คือการแคร์สิ่งอื่นโดยประหวั่นถึงอนาคตของมัน อนาคตที่ปรากฏในความเปราะบางของสิ่งของที่การคงอยู่ของมันนั้นมีความหมาย ความแคร์ของเราจะเก็บชิ้นส่วนหม้อที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ความแคร์ของเราจะไม่เปลี่ยนให้สิ่งนั้นเป็นอนุสรณ์ แต่จะให้ค่ากับทุกชิ้น การแตกเป็นเสี่ยงๆ คือจุดเริ่มต้นของอีกเรื่องใหม่

แต่เราจะไม่จบด้วยแนวคิดแบบลิเบอรัล ว่าทุกสิ่งเปราะบางเท่ากัน ดังนั้นเราต้องแคร์ทุกสิ่งเท่าๆ กัน มันไม่จริงและฉันจะไม่ทำอย่างนั้น บางสิ่งค่อยๆ เปราะบางกว่าสิ่งอื่นตามเวลา และเราต้องดูแลให้ทันเวลา การดูแลบางสิ่งที่ค่อยๆ แตกง่ายขึ้นเรื่อยๆ คือการดูแลประวัติศาสตร์ของมัน ด้วยรักและด้วยแคร์

หลักการที่ 9: ฉันยินยอมที่จะตัดขาดความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะสำคัญแค่ไหน เมื่อใดก็ตามที่ความสัมพันธ์นั้นทำร้ายตัวฉันหรือคนอื่น

หลายครั้งเหลือเกินที่ ฉันถูกบอกว่ามันน่าเศร้า เมื่อสายสัมพันธ์หนึ่งขาดสะบั้นลง ดังที่เขียนไว้ในบทที่ 8 แต่สายสัมพันธ์สามารถรุนแรงได้ สายสัมพันธ์สามารถด้อยค่าสิ่งต่างๆ ได้

บางครั้งเราก็ไม่ยอมรับว่าเราถูกด้อยค่า เราไม่พร้อม เราอาจต้องพยายามทั้งทางการเมืองและทางจิตวิญญาณเพื่อตัดขาดสายสัมพันธ์นั้น เมื่อเธอทำ เมื่อเธอตัดมันขาด มันอาจรู้สึกเหมือนจุดเวลาที่ไม่คาดคิด ฉีกเส้นที่คลี่คลายมาตามกาลเวลา มันคือการหักเห การลาจาก แต่จุดเวลานี้สามารถเป็นความสำเร็จได้เช่นกัน สามารถเป็นสิ่งที่เธอพยายามให้ได้มา

เธออาจยินยอมที่จะตัดขาดสายสัมพันธ์ เธออาจจำเป็นต้องมุ่งมั่นเพื่อให้ตัวเองยินยอม และเธออาจจำเป็นต้องยอมรับด้วยว่าคนอื่นก็จำเป็นต้องพยายามเพื่อให้ถึงจุดที่สามารถปล่อยวางได้เช่นเดียวกัน แบ่งปันงานนั้น เราต้องแบ่งค่าเสียหายจากสิ่งที่เราสละไป แต่เวลาที่เราสละ เราไม่ได้แค่เสียบางสิ่ง แม้ในเวลาที่เราเสียบางสิ่งไปจริงๆ ก็ตาม เราค้นพบสิ่งอื่นๆ ด้วย เราค้นพบสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับตัวเราเอง เกี่ยวกับโลกต่างๆ ชีวิตเฟมินิสต์เป็นการเดินทาง การคว้าบางสิ่งที่อาจเป็นไปไม่ได้ หากไร้ซึ่งการตัดขาด ไร้ซึ่งการสนับสนุนเฉี่ยวๆ จากคนอื่น แต่ชีวิตเฟมินิสต์ก็เกี่ยวกับการเดินทางกลับไปด้วยเช่นกัน การเก็บกู้ชิ้นส่วนของตัวเองที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยมี ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยทิ้งไว้ชั่วคราว

เราสามารถโอบกอดกันและกันได้ ด้วยการไม่ทิ้งตัวเองไว้ชั่วคราวอย่างนั้น

หลักการที่ 10: ฉันยินยอมที่จะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวคิลจอย

ไม่ว่าคุณจะทำตัว “ยาก” หรือไม่ คุณก็มีชื่อว่าทำให้สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องยากเพื่อตัวคุณเองและเพื่อคนอื่น เรื่องเยอะเหลือเกินจนคุณคงคิดว่า เหล่าคิลจอยเฟมินิสต์คงยอมแพ้ไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อฉันเริ่มเสนอและพูดเกี่ยวกับ คิลจอยเฟมินิสต์ เมื่อฉันเริ่มทำงานกับเธอ เกี่ยวกับเธอและหยิบเธอขึ้นมา ฉันสังเกตเห็นถึงความกระตือรือร้นในห้อง บางครั้งการพูดถึงเธอ ปล่อยให้เธอเข้ามาในห้องแล้วทำอะไรก็ทำ รู้สึกราวกับถูกดูดด้วยกระแสไฟฟ้า และเธอก็เจอเพื่อนฝูงคิลจอยคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว: คิลจอยทรานส์เฟมินิสต์ (transfeminist killjoys) (Cowan 2014), คิลจอยชาติพันธุ์ (ethnic killjoys) (Khorana 2013), คิลจอยคริพ (crip killjoys) (Mullow 2013), คิลจอยพื้นถิ่น (in- digenous feminist killjoys) (Barker 2015) ฉันมั่นใจว่าเดี๋ยวก็มีมากกว่านี้

ทำไมน่ะเหรอ? เพราะตัวคิลจอยโผล่ขึ้นมาเสมอเมื่อใดก็ตามที่ต้องหยิบยกประวัติศาสตร์ที่ “ยาก” ขึ้นมา คิลจอยน่าสนใจไม่ใช่ “แม้ว่า” เธอจะพูดถึงประวัติศาสตร์เหล่านั้น แต่ “เพราะ” เธอพูดถึงมันต่างหาก เธอเก็บเกี่ยวพละกำลังหรือพลังงานจากสถานการณ์ที่ยาก การยินยอมที่จะเป็นคิลจอย การยินยอมที่จะขัดขวางความสุข เธอต้องยึดการตัดสินใจให้มั่นและฟัดกับมัน

เราถึงกับแปลงข้อตัดสินให้กลายเป็นคำสั่งขบถ

คิลจอย?
รอดูแล้วกัน เดี๋ยวเจอ

มันอาจเป็นการประสบพบเจอที่ดีเวลาที่เราเลือกเธอ อาจมีจอยในการค้นพบคิลจอยคนอื่นๆ อาจมีจอยในการคิล-จอย ตาเราสบกันเวลาเราเล่าถึงการกลอกตาให้กันและกันฟัง

เธอด้วย เธอก็ด้วย
การเคลื่อนไหวที่เปราะบาง ที่เฉี่ยว

หลายช่วงเวลาสามารถถูกย่อได้ในสมการของเรา “การกลอกตา = ศาสตร์การสอนอย่างเฟมินิสต์” เรามุ่งมั่นให้เกิดช่วงเวลาเหล่านั้น ช่วงเวลาสามารถกลายเป็นการเคลื่อนไหว ช่วงเวลาสามารสร้างการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวที่ก่อตัวจากวัสดุที่เบากว่า นี่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง บ่อยครั้งเกินไปที่เราก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เห็นมั้ย? ว่าผนังมันเคลื่อนยังไง

เรายินยอมที่จะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวคิลจอย เราคือการเคลื่อนไหวนั้น
คอยดูละกัน


ต้นฉบับ:

Conclusion 2. A Killjoy Manifesto ,” in Living a Feminist Life, Sara Ahmed , pp. 251-268. Copyright, 2017, Duke University Press.

All rights reserved. Republished by permission of the copyright holder. www.dukeupress.edu

ผู้อ่านสามารถเข้าถึงต้นฉบับได้ที่:

https://read.dukeupress.edu/books/book/1933/chapter-abstract/191616/Conclusion-2A-Killjoy-Manifesto?redirectedFrom=fulltext

Notes

Notes
1  ต้นฉบับผู้เขียนบัญญัติคำว่าคิลจอย (killjoy) มาเพื่อใช้อธิบายองค์ร่าง (figure) เฟมินิสต์ที่เฉพาะเจาะจง คำว่า killjoy เป็นการผสมสองคำคือคำว่า kill ที่เป็นกิริยาของการฆ่า, พราก, คร่า และคำว่า joy แม้ว่าคำว่าความสุขอาจจะใกล้ความหมายที่สุด แต่ผู้แปลเสนอว่าความอิ่มเอม ในบทแปลนี้ผู้แปลตั้งใจทับศัพท์เพื่อคงการเล่นคำที่สื่อความหมายอย่างขี้เล่นไว้ 
2 อ่าน s.c.u.m manifesto ได้ที่ลิ้ง 
3 ผู้เขียน Sara Ahmed มีบล็อกชื่อ feminist killjoy ที่เริ่มเขียนมาตั้งแต่ปี 2013 สามารถตามอ่านได้ที่ลิ้ง 
4 เป็นการเล่นคำที่แผลงมาจากคำว่า genocide ที่แปลว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แทนที่จะเป็น geno+cide ก็เปลี่ยนเป็น geno+suicide เพื่อสื่อว่าเป็นการฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเองตาย
5 The Dialectic of Sex เขียนโดยชูลามิธ ไฟร์สโตน (Shulamith Firestone) เมื่อปี 1970
6 ในหนังสือเล่มเดียวกัน (Living a Feminist Life โดยซาร่า อาเหม็ด) ซาร่าได้เขียนบทสรุปบทแรกไว้ชื่อ บทสรุปที่ 1 คู่มือยังชีพของคิลจอย (Conclusion 1 A Killjoy Survival Kit)
7 The Promise of Happiness เขียนโดยซาร่า อาเหม็ด เช่นเดียวกัน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Duke University Pressเมื่อปี 2010 และกำลังจะถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ซอย