แถลงการณ์มนุษยศาสตร์ดิจิตอล (A Digital Humanities Manifesto)

A Digital Humanities Manifesto

แถลงการณ์​มนุษยศาสตร์ดิจิตอล

Written by Digital Humanities

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย มนุษยศาสตร์ดิจิตอล

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

คำแปล/Translation

แถลงการณ์มนุษยศาสตร์ดิจิตอล

[เนื้อหาของแถลงการณ์ชิ้นนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนและไม่ได้สะท้อนมุมมองของ UCLA, UCLA Humanities, Division และ the Digital Humanities Manifesto at UCLA]

เช่นเดียวกันกับการปฏิวัติสื่อทุกๆ ครั้ง ระลอกแรกของการปฏิวัติดิจิตอลย่ำไปข้างหน้าด้วยสายตาที่มองไปข้างหลัง โดยผลิตซ้ำโลกจำลองของเมื่อครั้งที่สิ่งพิมพ์ยังเป็นหลัก การมองเห็นเป็นรอง และติดจรวดให้กับการสืบค้นและการค้นคืน ในตอนนี้ การปฏิวัติต้องมองข้างหน้าไปยังอนาคตอันใกล้ที่ลักษณะสื่อกลางอันเฉพาะเจาะจงของความดิจิตอลกลายเป็นแก่นสำคัญ

ระลอกแรกเป็นระลอกเชิงปริมาณที่ระดมพลังของการสืบค้นที่สูงลิบลิ่วของฐานข้อมูล ระลอกที่สองเป็นระลอกเชิงคุณภาพ เชิงตีความ เชิงประสบการณ์ และกระทั่งเชิงอารมณ์ โดยจัดวางชุดเครื่องมือดิจิตอลไว้ในสิ่งที่สะท้อนจุดแข็งสำคัญของมนุษยศาสตร์ นั่นก็คือ ความสลับซับซ้อน

สหวิทวิทยาการ ข้ามศาสตร์ข้ามสาย พหุศาสตร์ คำเหล่านี้เป็นแค่เพียงลมปากหากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในภาษา ในการปฏิบัติ ในวิธีการ และในผลลัพธ์

ดินแดนดิจิตอลคือดินแดนแห่งความเปิด: เปิดแหล่งที่มา เปิดทรัพยากร เปิดประตูต่างๆ เราต้องเห็นอย่างทะลุปุโปร่งให้ได้ว่าอะไรก็ตามที่พยายามปิดกั้นพื้นที่นี้เป็นอย่างอื่นเสียไม่ได้นอกจากเป็นพวกศัตรู

ใช่ มันมีความอุดมคติอะไรสักอย่างอยู่ที่แก่นกลางของมนุษยศาสตร์ดิจิตอล: ความเปิด ความไม่เฉพาะเจาะจง ความผันแปรไม่แน่นอน ความไม่สิ้นสุด ความขยายออกไปเรื่อยๆ ความไร้ซึ่งแห่งหน

ดังนั้นแล้ว เราต้องปลดแอกลิขสิทธิ์และมาตรฐานไอพีให้พ้นจากเงื้อมมือของทุน จงปั๊มแผ่นผีซีดีเถื่อนและสร้างมลทินมัวหมองให้กับผลงานของดิสนีย์ ทำกันให้เป็นมหกรรมจนดิสนีย์ต้องฟ้องร้องเธอทั้งชุมชน ทั้งโรงเรียน หรือทั้งประเทศ ฝึกฝนอนาธิปไตยดิจิตอลด้วยการใช้จินตการแพรวพราวเพื่อบ่อนทำลายลิขสิทธิ์และจับสื่อต่างๆ มายำกันให้มั่วไปหมด

ความเอนกประสงค์และช่องทางที่หลากหลายขององค์ความรู้มนุษยศาสตร์: ช่องทางแต่ละช่องทางไม่ได้แยกออกจากกัน นี่คือเศรษฐกิจที่มีรากฐานอยู่บนความอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ความขาดแคลน นี่คือการให้ค่ากับของก๊อปมากกว่าของจริงของต้นฉบับ และคือการรื้อฟื้นคำว่าก๊อปปี้กลับไปที่ความหมายดั้งเดิมซึ่งแปลว่าความอุดมสมบูรณ์ Copia = Copiousness = ความเหลือล้นที่ไหลบ่าของกาลสมัยแห่งข้อมูล

ความซับซ้อนขนาดใหญ่: จำเป็นต้องทำงานแบบทีมเพื่อเป็นโมเดลใหม่ในการผลิตและผลิตซ้ำองค์ความรู้มนุษยศาสตร์ บางทีทีมก็ไปไม่รุ่งเพราะต้องกล้าเสี่ยง นี่แหละคือหัวใจของมนุษยศาสตร์ดิจิตอล การกล้าเสี่ยง การทำงานร่วมกัน และการทดลอง

การร่วมกันสร้างคือหนึ่งในองค์ประกอบตั้งต้นของการเลี้ยวหัวไปยังดิจิตอลในวิทยาศาสตร์มนุษย์ เนื่องมาจากความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นนี้ แต่การเลี้ยวหัวที่ร่วมมือกันนี้ไม่มีการกีดกัน…ถ้ามีก็อาจจะเป็นพื้นทีสำหรับงานลงอาคมปิดตายของคนคลั่ง

ความมุ่งหวังสูงสุดบางประการของศาสตร์: ความบันเทิง ความบันเทิงในฐานะที่เป็นศาสตร์ ข่าวฉาวที่ตอนนี้ไม่ฉาวแล้ว การสื่อสารกับผู้ชม/ผู้ฟัง/ผู้อ่าน…

พระเจ้าองค์ใหม่คือกระบวนการ ไม่ใช่ผลผลิต อะไรก็ตามที่ยืนขวางการคลุกเคล้าการรีมิกซ์ที่ไม่สิ้นสุดคือตัวขัดขวางการปฏิวัติดิจิตอล

พร่าเลือนเค้าโครงของชุมชนวิจัยที่ครั้งหนึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงของมหาวิทยาลัย องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมีอาณาเขตกว้างเกินขอบเขตพวกนี้ ไม่มีทางที่กำแพงจะล้อมไว้ได้หมดหรอก ข้อท้าทายก็คือจะสร้างโมเดลในการผลิตและเผยแพร่ความรู้ยังไงที่ประจันหน้ากับสภาพความจริงที่กระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อยๆ นี้

วิกิศาสตร์คือความเป็นจริงแบบใหม่ทางสังคม วัฒนธรรม และเศรฐกิจ เทคโนโลยีและเนื้อหาต่างๆ ถูกผลิต ถูกประพันธ์ และถูกบริหารจัดการในปริมาณที่มาก โซเชียลมีเดียเองก็ผลิตวัฒนธรรมขึ้นมา

มนุษยศาสตร์มหึมา: ในขณะที่การปฏิวัติในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองประกอบไปด้วยการทวีคูณของสายความเชี่ยวชาญน้อยใหญ่ที่ยิบย่อยและเคร่งครัด จนนำไปสู่ภาษาส่วนตัวหลายภาษา การปฏิวัติมนุษยศาสตร์ดิจิตอลนั้นคือรวมเข้าหากัน อธิบายคือ การผนวกความรู้เฉพาะทางที่กระจัดกระจายในชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้มองเห็นภาพรวม แต่การปฏิวัตินี้ไม่ใช่การสร้างวัฒนธรรมพื้นฐานรูปแบบใหม่อะไร ไม่ใช่มนุษยนิยมหรือมนุษยศาสตร์เรเนซองส์ ไม่ใช่การสร้างความเข้าใจร่วมในระดับสากล หากแต่คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างความเชี่ยวชาญในขอบเขตต่างๆ

ณ บริเวณชายแดนของมนุษศาสตร์ดิจิตอล ความบันเทิงและงานวิชาการที่มีมาตรฐานสูงสุดมาบรรจบกันด้วยท่าทีที่ก่อให้เกิดกลุ่มผู้เสพความรู้มนุษยศาสตร์กลุ่มใหม่ที่ข้ามมหาวิทยาลัย

จงระวังพวกนักเดินทางจอมปลอมให้ดี คนพวกนี้จะโบกป้ายประท้วงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงแต่ความจริงแล้วต้องการให้ทุกอย่างคงสภาพเดิมต่อไป

จงระวังพวกนักดับฝันให้ดี คนพวกนี้จะลดทอนอะไรก็ตามในมนุษยศาสตร์ดิจิตอล และจะเขียนคำนำให้กับงานของเราด้วยคำว่า “แค่” (ก็แค่เครื่องมือ ก็แค่หอจดหมายเหตุ ก็แค่ศิลปะการเรียนการสอน) แต่พวกนี้ไ่ม่เคยสร้างซอฟแวร์ ไม่เคยวิเคราะห์โค้ด ไม่เคยสร้างฐานข้อมูล ไม่เคยออกแบบ UI อะไร คนพวกนี้ก็แค่เขียนบทความและหนังสือ

มนุษยศาสตร์ดิจิตอลส่งเสริมแปลงความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับครูให้แบนราบ ให้อยู่บนระนาบเดียวกัน คือการรื้อถอนนิยามว่าครูและศิษย์มีบทบาทหน้าที่อะไร รื้อถอนนิยามระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับผู้ไร้ความเชี่ยวชาญ

มนุษยศาสตร์ดิจิตอลแสดงให้เห็นถึงการเรียงร้อยแนวปฏิบัติการวิจัยต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นการมาบรรจบกันของสามสิ่ง ประกอบด้วยแนวปฏิบัติของศิลปกรรม การวิพากษ์วิจารณ์ และการเข้าหาโลกภายนอก โดยหลอมรวมการตั้งคำถามแบบวิชาการ ศิลปะการเรียนการสอน การตีพิมพ์ และการปฏิบัติเข้าด้วยกัน

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อจำกัดของสาขาวิชาต่างๆ

สาขาวิชามนุษยศาสตร์จำนวนมากถูกสถาปนาขึ้นมาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ (การศึกษาวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การแปล) วิชาอื่นนอกเหนือจากนี้ก็ให้คุณค่ากับตัวหนังสือบนหน้ากระดาษเพื่อสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ในสาขาวิชาของตัวเอง การศึกษา “วรรณกรรม” และ “ประวัติศาสตร์” แปลว่าอะไรในบริบทที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ใช่บรรทัดฐานของการสรรค์สร้างวัตถุทางวรรณกรรมและประวัติศาสตร์อีกต่อไปแล้ว ส่วนเรื่องบรรทัดฐานของการวิเคราะห์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดยรวมแล้วสิ่งนี้มีนัยยะอะไรต่อความรู้มนุษยศาสตร์

มนุษยศาสตร์ดิจิตอลคือหมัดทิ้งทวน ในทศวรรษที่ 70 และ 80 สาขาวิชาต่างๆ อย่างสตรีศึกษา LGBTQ ศึกษา ชาติพันธุ์ศึกษา และวัฒนธรรมศึกษา ได้เปิดมนุษยศาสตร์ออกให้กว้างขึ้นเพื่อพูดถึงความไร้สิทธิไร้เสียงทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม และความเป็นไปได้ในการคืนสิทธิคืนเสียง มนุษยศาสตร์ในยุคนั้นจึงไม่ใช่ที่ทางของ “ชายแก่ผิวขาว” ตามสำนวนที่เคยว่ากันอีกต่อไป ในยุคปัจจุบันนี้ มนุษยศาสตร์ดิจิตอลรื้อสร้างการตั้งคำถามและแนวทางปฏิบัติเชิงมนุษยศาสตร์ ในความเป็นวัตถุสสาร วิธีการ และสื่อกลางของตัววิชาเอง กระนัั้นก็ตาม เรายังต้องถามต่อไปอีกว่าวิชาต่างๆ ในมนุษยศาสตร์นั้นเกิดมาจากไหน เกิดขึ้นจากความต้องการประเภทไหน และมีอำนาจในการอธิบายแบบไหน และต้องถามต่ออีกว่าแนวปฏิบัติ วิธีการในการสร้างความจริง ผลผลิตองค์ความรู้ รูปแบบของสื่อ และวิถีการประเมินคำพูดคำเขียนของมนุษยศาสตร์ กลายมาเป็นธรรมดาสามัญได้อย่างไร

มนุษยศาสตร์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้บริบทเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง แต่เมื่อมาอยู่ในที่ทางของมหาวิทยาลัยกลับถูกทำให้คงที่และหมดคุณค่าทางวัฒนธรรมไป ประหนึ่งว่าเรามีสาขาวิชาที่เรียกว่า ก ไก่ ที่ผลิตความรู้เกี่ยวกับ ก ไก่ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และดังนั้นเราจึงไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรนอกเหนือจากนี้ได้ สมมุติว่า ก ไก่ = อักษรศาสตร์ (เอกเยอรมัน เอกอังกฤษ เอกสเปน เอกสลาวิค ฯลฯ) ประวัติศาสตร์ศิลป์ ดุริยางคศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา คลาสสิค ฯลฯ มนุษยศาสตร์แบบดั้งเดิมลากเส้นพรมแดนแบ่งวิชาต่างๆ ออกจากกันจนเละตุ้มเป๊ะ โดยอิงจากความเป็นรัฐชาติ ภาษา วิธีการ และสื่อ มนุษยศาสตร์ดิจิตอลคือการบรรจบเข้าหากัน ไม่ใช่แค่ระหว่างสาขาวิชาภายใต้ร่มมนุษยศาสตร์และรูปแบบสื่อต่างๆ แต่ยังหมายถึงการบรรจบกันของศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้วย

ลองมาฝึกสมองคิดตามกันด้วยการจินตนาการดูว่าจะมีกลุ่มก้อนความสัมพันธ์อื่นๆ แบบไหนได้อีกบ้าง (ไม่ใช่แค่กลุ่มก้อนของสาขาวิชาต่างๆ แต่ยังหมายถึงองค์ประกอบอื่นๆ ของการสร้างความรู้ด้วย ทั้งที่เน้นการทำงานแบบทีม แบบรายโปรเจค การทำงานร่วมกัน การสร้างความรู้แบบปลายเปิด แบบที่เน้นในระดับสากล เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ชมและสถาบันใหม่ๆ)

ยกตัวอย่างภาควิชาใหม่ๆ ภายใน Humanities Division

ภาควิชาสื่อสิงพิมพ์ศึกษา: ภาควิชานี้แทนที่อักษรศาสตรสาขาต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความเป็นวัตถุสสารของตัวบท การสร้างความเป็นประพันธกร รูปแบบของภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของหนังสือและการตีพิมพ์หนังสือ บรรพชนและทายาของสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์และความตึงเครียดระหว่างวัฒนธรรมสิ่งพิมพ์และวัฒนธรรมดิจิตอล

ภาควิชาวาทกรรมวิเคราะห์: ภาควิชานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของเครือข่ายสามเส้าของความรู้/วาทกรรม/อำนาจ โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษกับโครงสร้างวาทกรรม การสร้างความรู้ และรูปแบบสื่อเฉพาะเจาะจงของการสร้าง เผยแพร่ ค้นพบ และประเมินคุณค่าความรู้

ภาควิชาสื่อสารมวลชนเปรียบเทียบ: ภาควิชานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสื่อในรูปแบบเสียง ภาพ สัมผัส และการมีประสบการณ์ร่วมผ่านกรอบคิดเปรียบเทียบ โดยแทนที่การแตกแขนงภาควิชาในมนุษยศาสตร์ที่อิงจากรูปแบบสื่อ (ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาควิชาดุริยางคศาสตร์ ภาควิชาภาพยนตร์ศึกษา ฯลฯ)

ภาควิชาแผนที่เชิงวัฒนธรรมดิจิตอล: ภาควิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจจุดประสานระหว่างกาล/อวกาศ ข้อมูล และวัฒนธรรม โดยเชื่อมการวิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์เข้ากับกระบวนการทางประวัติศาสตร์ การวิเคราะห์ด้วยสายตา และการนำเสนอความรู้ นอกไปจากนี้ ยังสำรวจผลกระทบทางวัฒนธรรมและสังคมของเทคโนโลยีการทำแผนที่ดิจิตอล และความสำคัญที่เทคโนโลยีแผนที่เหล่านี้มีต่อการเข้าใจปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรม

ภาควิชาวัฒนธรรมวิเคราะห์: ภาควิชานี้มีจุดประสงค์เพื่อรวมการวิเคราะห์เชิงปริมาณในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และชุดข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมที่ซับซ้อนและขนาดใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน

เราสนับสนุนให้คุณคิดภาควิชาของคุณขึ้นมาเอง!

เราจำเป็นต้องถาม: ทำไมสาขาและภาควิชาต่างๆ ในมนุษยศาสตร์ (vs วิทยาศาสตร์) ถึงไมล้มหายตายจากไป ทำไมเราถึงพยายามฟื้นชีวิตและต่อลมหายใจให้กับสาขาวิชาพวกนี้ ต่อไปนี้คือเหตุบางบางประการ (ยังมีเหตุผลอื่นอีก) อนุรักษ์นิยมด้านการรับรู้ ความเฉื่อยชาของสถาบัน ความไม่กล้าได้กล้าเสีย ระบบตำแหน่งและการเลื่อนขั้นที่ส่งเสริมการพูดความจริงเดิมๆ ภายใต้กรอบของสาขาวิชามากกว่าที่จะส่งเสริมการคิดริเริ่มและความกล้าเสี่ยง ความมุมานะที่จะแทนที่จะศิษย์ล้มครู

เราจะสามารถจินตนการถึงการสถาปนาสาขาวิชาที่ยืดหยุ่น ปราดเปรียว และพร้อมเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้มั้ย ที่คณาจารย์และผู้เรียนร่วมกันแก้ “ข้อปัญหาความรู้” ภายนอกกรอบที่แข็งทื่อของภาคและสาขาวิชา ที่การผลิตและเผยแพร่ความรู้เป็นไปในทางที่พหูพจน์ เป็นสหวิทยาการอย่างแท้จริง และตระหนักอย่างชัดแจ้งว่าวิชาใดก็ตามที่สถาปนาขึ้นมาล้วนเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของมันเอง

 

ต้นฉบับ/Original Text

A Digital Humanities Manifesto

[The content of the manifesto represents the view of the authors and does not claim to represent the views of UCLA, the UCLA Humanities, Division, and the Digital Humanities at UCLA.]

Digital humanities is not a unified field but an array of convergent practices that explore a universe in which print is no longer the exclusive or the normative medium in which knowledge is produced and/or disseminated.

Like all media revolutions, the first wave of the digital revolution looked backwards as it moved forward. It replicated a world where print was primary and visuality was secondary, while vastly  accelerating search and retrieval. Now it must look forwards into  an immediate future in which the medium specific features of the digital become its core.

The first wave was quantitative, mobilizing the vertiginous search and retrieval powers of the database. The second wave is qualitative, interpretive, experiential, even emotive. It immerses the digital toolkit within what represents the very core strength of the Humanities: complexity.

Interdisciplinarity/transdisciplinarity/multidisciplinarity are empty words unless they imply changes in language, practice, method, and output.

The digital is the realm of the open: open source, open resources, open doors. Anything that attempts to close this space should be recognized for what it is: the enemy.

Yes, there is something utopian at the core of digital humanities: The open, the unfixed, the contingent, the infinite, the expansive, the no place.

Copyright and IP standards must, accordingly, be freed from the stranglehold of Capital. Pirate and pervert Disney materials on such a massive scale that Disney will have to sue… your entire neighborhood, school, or country. Practice digital anarchy by creatively undermining copyright and mashing up media.

The multi-purposing and multiple channeling of humanistic knowledge: no channel excludes the other. This is an abundance based economy, not one based upon scarcity. It values the COPY more highly than ORIGINALS and restores to the word COPY its original meaning of abundance: COPIA = COPIOUSNESS = THE OVERFLOWING BOUNTY OF THE INFORMATION AGE.

Large-scale complexity: need for teamwork as new model for the production and reproduction of humanistic knowledge. Teams sometimes fail because they take risks. This is the heart of digital humanities: Risk-taking, collaboration, and experimentation.

Co-creation is one of the founding features of the digital turn in the human sciences, because of the greater complexity. But this collaborative turn doesn’t exclude … perhaps there is a space of hermetic works of the mad individual.

Among the highest aims of scholarship: entertainment; entertainment as scholarship: a scandal that is now no longer a scandal. To speak to an audience.

Process is the new god; not product. Anything that stands in the way of the perpetual mash-up and remix stands in the way of the digital revolution.

Dedefinition of the contours of the research community once enclosed by university walls. The field of knowledge and expertise far exceeds these confines. There is no containing it within these walls. The challenge: to construct models of knowledge creation/sharing that confront this increasingly distributed reality.

Wiki-nomics is the new social, cultural, and economic reality. Technologies and content are mass produced, mass authored, and mass administered. Social media produce culture.

Big Humanities: whereas the revolution of the post-WWII era has consisted in the proliferation of every smaller and more rigorous areas of expertise and subexpertise, and the consequent emergence of private languages, the Digital humanities revolution is about integration: the building of bigger pictures out of the tesserae of expert knowledge. It is not about the emergence of a new general culture, Renaissance humanism/humanities, or universal literacy, but, on the contrary, promotes collaboration across domains of expertise.

At the edges of digital humanities, entertainment meets the highest standards of scholarship in ways that forge a new trans-university audience for humanistic knowledge.

Beware of the false fellow travelers: they will wave the banners of change with continuity on their agenda.

Beware of the great diminishers: they will reduce anything in digital humanities and preface our work with “just” (it’s just a tool; it’s just an archive; it’s just pedagogy). They have never built software, parsed code, created a database, or designed a user interface. They just write articles and books.

Digital humanities promote a flattening of the relationship between masters and disciples. A dedefinition of the roles of professor and student, expert and non-expert.

Digital humanities represents the woven together practice of research: a triangulation of arts practice, commentary/critique, and outreach, merging scholarly inquiry, pedagogy, publication and practice.

REMARKS ON THE FINITUDE OF DISCIPLINES

Many humanities disciplines were founded on and through the medium of print (the study of literature, history; translation); the rest valorize the printed word for the generation and dissemination of knowledge of their field. What does it mean to study “literature” or “history” when print is no longer the normative medium in which literary or historical artifacts are produced, let alone analyzed? What does it mean, more generally, for humanistic knowledge?

Digital Humanities is the last blow. In the 70s and 80s, women’s studies, LGBTQ studies, ethnic studies, and cultural studies opened up the humanities to address issues of social, political, and cultural disenfranchisement and possibilities for re-enfranchisement. The Humanities was no longer the domain of the proverbial “old white man.” Now, digital humanities deconstructs the very materiality, methods, and media of humanistic inquiry and practices. But we must continue to ask: Where did humanities disciplines come from, in response to what kind of needs, with what sort of explanatory power? How did its practices, truth-making strategies, knowledge products, media forms, and ways of evaluating utterances get naturalized??

The Humanities are contingent formations that have become stabilized and made culturally redundant at the university: As if we have always had The Department of X, which has produced knowledge about X, and therefore we can’t possibly imagine anything otherwise. Let X = literature departments (German, English, Spanish, Slavic, etc), Art History, Musicology, History, Philosophy, Classics, etc. Traditional Humanities is balkanized by nation, language, method, and media. Digital Humanities is about convergence: Not only between humanities disciplines and media forms, but also between the arts, sciences, and technologies.

How about a thought exercise in which we imagine different constellations (not just disciplinary constellations, but also other configurations of producing knowledge that can be team- and project-based, collaborative, open-ended, globally-oriented, engaging for new audiences and institutions).

Here are some new departments for the Humanities Division:

Department of Print Media Studies: Replacing literature departments, the purpose of this department is to study the materiality of texts, constructions of authorship, linguistic forms, the history of the book and book publication, antecedents to and descendents of print, as well as the relationships and tensions between print culture and digital culture.

Department of Discourse Analyses: The purpose of this department is to study the history of the triangulation of knowledge/discourse/power, paying particular attention to discursive structures, knowledge making, and the specific media forms in which knowledge is produced, disseminated, encountered, and valued.

Department of Comparative Media Studies: The purpose of this department is to study sonic, visual, tactile, and immersive media through a comparative framework. This department replaces the division of humanities departments by media form (departments of art history, musicology, film, etc).

Department of Digital Cultural Mapping: The purpose of this department is to examine the junctions between space/time, information, and culture. It brings geographic analyses together with historical methods, visual analysis, and the presentation of knowledge. It also examines the cultural and social impact of digital mapping technologies and the significance of these mapping technologies for understanding cultural phenomena.

Department of Cultural Analytics: The purpose of this department is to bring quantitative analyses from the math and sciences together with large-scale, complex social and cultural datasets.

We encourage you to come up with your own departments!

We must ask: Why do disciplines/departments in the humanities (vs. the sciences) not die? Why do we try to resuscitate and sustain disciplines? Here are some reasons (there are more): Cognitive Conservatism, Institutional Inertia, the fear of risk-taking, the tenure and promotion system which encourages repetition of truthful utterances within a discipline rather than innovation and risk taking, the dogged determination to “replace” faculty with the same…

Can we imagine more flexible, nimble, contingent disciplinary formations, in which faculty and students work on “knowledge problematics” not in rigid disciplines and departments, in which knowledge is produced and disseminated in ways that are multivalent, truly interdisciplinary, and conspicuously cognizant of their contingency?


ต้นฉบับ:

A Digital Humanities Manifesto โดย Digital Humanities

ผู้อ่านสามารถเข้าถึงต้นฉบับได้ที่:

http://manifesto.humanities.ucla.edu/2009/05/29/the-digital-humanities-manifesto-20/