แถลงการณ์ชาติเควียร์ (The Queer Nation Manifesto)

The Queer Nation Manifesto

แถลงการณ์ชาติเควียร์

Written by ACT UP

Translated by Namkheun Collective

เขียนโดย แอคท์อัพ

แปลโดย น้ำขึ้นคอลเลคทีฟ

บลแปล/Translation

(ตัวบทจากแมนิเฟสโต้ที่แจกจ่ายโดยผู้ประท้วงในขบวนประท้วง ACT UP ในริ้วขบวน New York Gay Pride ปี 1990)

พี่น้อง จะให้เราบอกเธอยังไงดี จะให้เรายืนกรานยังไงดีว่าชีวิตของพี่น้องตกอยู่ในอันตราย ว่าในทุกวันที่พี่น้องตื่นขึ้นมามีชีวิต ดูเป็นผู้เป็นคน มีความสุขตามอัตภาพ พี่น้องกำลังขบถอยู่ พี่น้องเควียร์ที่ยังมีชีวิตเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้คือนักปฏิวัติ ไม่มีอะไรในโลกนี้เลยที่ยืนยันการมีอยู่ของพี่น้อง ที่ปกปักรักษาหรือสนับสนุนพี่น้อง เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่พี่น้องยังมีที่หยัดยืนมาอ่านถ้อยคำนี้ได้ พี่น้องไม่น่าจะรอดมาได้ด้วยซ้ำในโลกแบบนี้

ชายจริงหญิงแท้เป็นเจ้าของโลกใบนี้ อย่าหลงผิดไปจากนี้ เหตุผลเดียวที่พี่น้องได้รับการไว้ชีวิตเป็นเพราะพี่น้องฉลาด ไม่ก็ดวงดีหรือเป็นนักสู้ ชายจริงหญิงแท้มีอภิสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจอยาก สามารถเย็ดได้ตามอัธยาศัยโดยไม่ต้องกลัวอะไร แต่ชายจริงหญิงไม่ได้แค่ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกลัวอะไร พวกแม่งยังเดินลอยหน้าลอยตา อวดเสรีภาพนี้ผ่านหน้าเราด้วย หน้าจอทีวีของเรามีแต่ภาพคนพวกนี้ ในหน้านิตยสารที่เราซื้อมาก็เช่นกัน เราอยากไปกินข้าวที่ไหนก็หนีไม่พ้น ในซอยบ้านก็ยังเจอ เราอยากให้มีการประกาศระงับการแต่งงานระหว่างชายจริงและหญิงแท้ ให้ระงับการมีลูกมีหลาน ห้ามไม่ให้มาจู๋จี๋กันในที่สาธารณะ ห้ามไม่ให้สื่อแพร่ภาพที่ส่งเสริมการรักต่างเพศ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถดื่มด่ำไปอิสรภาพทางเพศและการเดินทางไปไหนต่อไหนได้เหมือนชายจริงหญิงแท้ อภิสิทธิ์ที่คนพวกนี้มีต้องหยุดชะงัก และสละมาให้พี่น้องผองเควียร์ของเราแทน

ชายจริงหญิงแท้จะไม่ยอมสละอภิสิทธิ์ที่มีโดยสมัครใจ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้ต้องถูกบังคับ ต้องให้ผวา ต้องให้กลัว ถึงจะยอมหยุด ความกลัวคือแรงกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด ไม่มีใครจะมาให้สิ่งที่เราสมควรที่จะได้หรอก สิทธิไม่ใช่สิ่งที่ให้กัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องช่วงชิงมา ต้องใช้กำลังบังคับหากจำเป็น

การสู้โดยที่รู้ว่ามีใครเป็นศัตรูจะทำให้การสู้นั้นง่ายขึ้น ศัตรูของพี่น้องคือชายจริงหญิงแท้ คนพวกนี้เป็นศัตรูของพี่น้องเมื่อแม่งปฏิเสธที่จะรับรู้สถานะไร้ตัวตนของพี่น้อง เป็นศัตรูตราบใดที่คนพวกนี้ยังไม่หยุดเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เข่นฆ่าพี่น้อง

ในทุกๆ วัน ศัตรูพวกนี้พรากชีวิตพี่น้องของเราไป ไม่ว่าจะเป็นด้วยโรคเอดส์ที่ฆ่าเราเพราะความนิ่งเฉยจากรัฐบาลที่เกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน หรือการรุมซ้อมเลสเบี้ยนที่ร้านอาหารโต้รุ่ง (ในย่านที่อ้างกันว่าเป็นย่านเลสเบี้ยน) เราถูกไล่เก็บอย่างเป็นระบบ และจะถูกฆ่าล้างบางไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะระลึกได้ว่าถ้าพวกศัตรูปลิดชีวิตพี่น้องเราไปคนนึง พวกมันก็ต้องตามเก็บพวกเราให้หมดทุกคนด้วย

กองทัพนักรักพ่ายแพ้ไม่ได้

การเป็นเควียร์ไม่ใช่เรื่องของสิทธิความเป็นส่วนตัว หากแต่เกี่ยวกับอิสระที่จะเป็นสาธารณะ อิสระที่จะเป็นอย่างที่เราเป็นจริงๆ นั่นแปลว่าเราต่อสู้กับการกดขี่ในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่คนรักเพศเดียวกัน การกดขี่ทางชาติพันธุ์ การเกลียดชังความเป็นหญิง ความคลั่งศาสนาของพวกมือถือสากปากถือศีล หรือความเกลียดชังที่พวกเรามีต่อตัวเอง (เราถูกสอนมาอย่างแยบยลให้เกลียดตัวเอง) และแน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังหมายถึงการต่อสู้กับไวรัสด้วย และไอ้พวกเกลียดเลสเบี้ยนเกลียดเกย์ทั้งหลายที่หวังใช้โรคเอดส์กำจัดพวกเราให้สิ้นซากไปจากโลกใบนี้

การเป็นเควียร์หมายถึงการใช้ชีวิตที่แตกต่าง ชีวิตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระแสหลัก กับขอบเขตอัตรากำไร ความรักชาติรักแผ่นดิน หรือการปรับตัวเองให้อะไรก็ตามยอมรับ และไม่เกี่ยวข้องอะไรเช่นกันกับการเป็นผู้บริหารระดับสูง การมีอภิสิทธิ์ หรือการนิยมชมชอบอภิสิทธิ์ การเป็นเควียร์หมายถึงการอยู่คร่อมขอบเขต การนิยามตัวเองผ่านการคร่อมนี้ การเย็ดแม่งเพศสภาพ และสิ่งลับลมคมใน สิ่งใต้สะดือ สิ่งในเบื้องลึกหัวใจ และรัตติกาล การเป็นเควียร์คือการเป็น “รากหญ้า” เพราะเราสำเหนียกว่าพี่น้องผองเควียร์ทุกคน ทุกหี ทุกหัวใจ ทุกตูด ทุกควย ล้วนแต่เป็นโลกแห่งความเคลิบเคลิ้มที่รอให้เราได้ค้นหา เราทุกคนล้วนแต่เป็นโลกแห่งความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบ

เราเป็นกองทัพเพราะความจำเป็น เราเป็นกองทัพเพราะพลังของเรานั้นเหลือล้น (มีอะไรมากมายที่เราต้องสู้เพื่อให้ได้มา เราเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ล้ำค่าที่สุด) เราคือกองทัพนักรักเพราะพวกเรารู้ว่าความรักคืออะไร ตัณหาราคะก็เช่นกัน เราสร้างมันมากับมือเอง เราเปิดเผยตัวตนที่เราเคยซ่อนไว้ เราเผชิญหน้ากับการปฏิเสธจากสังคม เผชิญหน้ากับเพชฌฆาตที่ลานยิงเป้า ทั้งหมดนี้เพื่อแค่ที่เราจะได้รักกัน! ทุกครั้งที่เราเย็ด เราชนะ

เราจำเป็นต้องสู้เพื่อตัวเราเอง (ไม่มีใครจะมาสู้แทนเรา) และถ้าการต่อสู้นี้จะนำมาซึ่งอิสระเสรีที่มากขึ้นให้กับโลกทั้งใบได้ เราก็ยินดี (เราได้ให้อะไรกับโลกใบนั้นไว้นานับประการ ทั้งประชาธิปไตย ศิลปะวิทยาการทั้งหลาย แนวคิดเรื่องความรัก หลักปรัชญา จิตวิญญาณ อันนี้แค่ยกตัวอย่างของขวัญบางชิ้นที่ไอ้กระเทยอีทอมสมัยกรีกโบราณได้ทิ้งเป็นมรดกไว้ให้) เรามาร่วมกันทำให้ทุกพื้นที่เป็นพื้นที่เลสเบี้ยนพื้นที่เกย์กันเถอะพี่น้อง ให้ถนนทุกสายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิศาสตร์ทางเพศของเรา ร่วมกันสร้างเมืองแห่งความปรารถนา เมืองแห่งความสมปรารถนา สร้างเมืองสร้างประเทศที่เราปลอดภัย ที่เรามีอิสระเสรี ที่อะไรอื่นๆ ก็ตาม เราต้องหันมามองชีวิตเราเองแล้วเห็นให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา ส่วนไหนที่เควียร์ ส่วนไหนที่ชายจริงหญิงแท้ แล้วปล่อยให้เปลือกข้าวชายจริงหญิงแท้ไร้ค่าที่ห่อหุ้มเมล็ดพันธุ์เราอยู่นั้นหลุดร่วงไป อย่าลืมว่าเวลาเรามีเวลาเพียงน้อยนิด เราอยากเป็นคู่รักของพี่น้องทุกๆ คน ปีหน้าเราจะลงถนนแบบล่อนจ้อน

เราโมโห

เพื่อนสาวผู้แข็งแกร่งบอกเพื่อนชายไว้ว่ามีสองสิ่งสำคัญเกี่ยวกับการปฏิวัติที่จะมาถึงที่เราต้องจำให้ได้ สิ่งแรกคือพวกเราจะโดนจัดหนักแน่ สิ่งที่สองคือพวกเราจะชนะ

ชั้นโมโห ชั้นโมโหที่คนแปลกหน้าสาปแช่งให้ชั้นไปตายซะ “มึงสมควรตาย” “โรคเอดส์มาเพื่อกำจัดมลทิน” ชั้นโกรธแทบลุกเป็นไฟตอนที่เห็นคุณนายริพับลิกันในเสื้อผ้าอาภรณ์มูลค่าหลายพันดอลลาร์เดินกระมิดกระเมี้ยนผ่านแนวตำรวจไปแล้วทำเป็นส่ายหัว ยักไหล่ชี้นิ้วมาที่เราประหนึ่งว่าเราเป็นเด็กนิสัยเสียที่เรียกร้องสิ่งไร้สาระและชักดิ้นชักงอเวลาไม่ได้ดั่งใจ ชั้นโมโหที่โจเซฟต้องมานั่งเครียดว่าไม่มีปัญญาจะจ่ายค่ายา AZT ปีละแปดพันดอลล่าร์ที่อาจจะช่วยยืดชีวิตให้นิดนึง แต่ก็ทำให้อาการทรุดหนักกว่าโรคที่ตอนนี้หมอวิฉิจฉัยว่าเป็นซะอีก ชั้นโมโหที่ชายคนหนึ่งบอกว่าไม่รู้จะทิ้งสมบัติไว้ให้ใครได้อีกหลังจากต้องแก้พินัยกรรมมาห้ารอบแล้ว เพื่อนสนิทเค้าตายไปหมดแล้ว ชั้นโมโหที่ยังจะต้องไปลงถนนอยู่ท่ามกลางทะเลป้ายผ้าประท้วง ยังต้องไปเดินขบวนจุดแสงเทียน ยังต้องไปงานศพอีกงาน กูจะไม่เดินขบวนจุดไอ้เทียนเหี้ยนี่ด้วยความสำรวมอีกแล้ว กูอยากพันตัวเองด้วยไอ้ป้ายผ้าประท้วงห่านั่นและฉีกทำลายแม่งด้วยความโกรธแค้น อยากจะฉีกกระชากผมตัวเอง อยากจะสาปแช่งพระเจ้าทุกตัวที่ศาสนาสถาปนาขึ้นมา ชั้นปฏิเสธที่จะยอมรับพระผู้สร้างที่ตัดจบชีวิตคนในวัยเลขสาม แม่งโหดร้าย แม่งเลวทรามชั่วช้า ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น ทุกอณูในตัวชั้นกรีดร้องประณามความไร้เหตุผลนี้ ชั้นแหงนหน้าขึ้นมองก้อนเมฆ เสียงหัวเราะบาดแก้วหูที่ฟังดูเหมือนเสียงปีศาจมากกว่าเสียงแห่งความปิติปะทุออกมาจากลำคอชั้น น้ำตาไหลออกมาเป็นสายอาบหน้าชั้น ถ้าโรคนี้ฆ่าชั้นไม่ได้ เห็นทีชั้นคงจะตายจากความอึดอัดใจนี้แทน ฝ่าเท้าของชั้นย่ำไปตามท้องถนน มือของปีเตอร์ถูกล่ามไว้กับเคาน์เตอร์ต้อนรับของบริษัทยาแห่งหนึ่งในขณะที่เจ้าหน้าที่ธุรการมองมาด้วยความหวาดกลัว ร่างของอิริคกำลังเน่าเฟะในสุสานที่บรูคลิน ชั้นจะไม่มีวันได้ยินเสียงเป่าฟลุ้ตของเพื่อนส่งเสียงสะท้อนกำแพงไปทั่วบ้านที่เรานัดพบกันอีก ที่สวนจัตุรัสทอมกินส์ ชั้นเห็นคนแก่นั่งจับกลุ่มเบียดกัน แต่ละคนใส่เสื้อโค้ทตัวยาวกันความหนาวที่ประสาทสัมผัสบอกว่ามี ทั้งๆ ที่อยู่ในเดือนมิถุนายน พยายามคว้าเศษเสี้ยวชีวิตสักอย่างที่ยังพอมีเหลืออยู่ไม่ให้หลุดมือ เออ ชั้นว่าพวกเค้าเข้าใจแหละ ชั้นคิดถึงคนที่ก่อนจะได้นอนแต่ละคืน ต้องยืนล่อนจ้อนหน้ากระจกสำรวจร่างกายตัวเองก่อนว่ามีรอยจ้ำรอยช้ำอะไรที่เมื่อวานนี้ยังไม่มีรึเปล่า รอยจ้ำรอยช้ำที่เป็นร่องรอยว่าความฉิบหายได้มาเยือนแล้ว ชั้นโกรธที่หนังสือพิมพ์เรียกพวกเราว่า ‘เหยื่อ’ และมีท่าทีกังวลว่า ‘มัน’ จะอาจจะแพร่ไปติด ‘ประชากรทั่วไป’ ได้ ชั้นอยากจะกรีดร้องออกไปว่า “อ้าว แล้วกูเป็นประชากรเหี้ยอะไรมิทราบ” ชั้นอยากตวาดใส่โรงพยาบาลนิวยอร์คกับไอ้คำบนถุงพลาสติกสีเหลืองของแม่ง ‘ผ้าลินินแยก’ ‘ผ้าปนเปื้อนเชื้อโรค’ กับไอ้เจ้าหน้าที่ของแม่งในถุงมือยางและหน้ากากอนามัย ที่เดินเลี่ยงเตียงผู้ป่วยประหนึ่งกลัวว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงจะลุกพรวดขึ้นมาสาดเลือดสาดอสุจิใส่ แล้วตัวเองจะพลอยติดโรคไปด้วย ชั้นโกรธชายจริงหญิงแท้ที่นั่งไขว่ห้างด้วยความโอหังว่าเสื้อคลุมแห่งความรักเดียวใจเดียวและการรักต่างเพศที่ตัวเองสวมใส่จะป้องกันโรคได้ ชั้นโกรธที่พวกชายจริงหญิงแท้มั่นว่าหน้าโรคนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเองเพราะมีแต่ ‘พวกมัน’ ที่ติดโรค ไอ้พวกเด็กหนุ่มก็เหมือนกันที่พอเห็นเข็มกลัด “ความเงียบ = ความตาย” ของชั้นแล้วสวดออกมาว่า ‘อีตุ๊ดตายแน่’ อยากรู้จริงว่าใครสอนให้พูดแบบนี้ เพราะทั้งอารมณ์โกรธและกลัวที่ห่อหุ้มตัวชั้น ชั้นปิดปากเงียบและปล่อยให้ไอ้เจ้าเข็มกลัดนั้นเยาะเย้ยตัวชั้นเองในแต่ละก้าวที่เดินไป ไหนจะความโกรธที่พลุ่งพล่านในตัวชั้นอีกตอนได้ดูทีวี แล้วมีรายการนึงพูดถึงริ้วขบวนป้ายผ้าประท้วง และนั่งไล่รายชื่อและประวัติของผู้เสียชีวิต ที่มีตั้งแต่เด็กทารก หญิงวัยรุ่นที่ไปถ่ายเลือดมา ไปจนถึงพระแบพติสต์สูงวัยกับภรรยา แต่พอถึงคราวที่ไล่ประวัติของชายเกย์คนนึง กลับอธิบายว่าคนตายคนนี้แพร่เชื้อใส่เด็กหนุ่มขายบริการหลายต่อหลายคน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองมีเชื้อ ก็นั่นสินะ จะคาดหวังอะไรอย่างอื่นจากอีตุ๊ดวิปริตล่ะ ชั้นโมโห

[ไม่มีหัวเรื่อง]

นับตั้งแต่โบราณนานนม งานของศิลปินเควียร์ได้ให้แรงบันดาลใจกับโลกนี้มาโดยตลอด แต่สิ่งที่เควียร์ได้รับตอบแทนกลับเป็นความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และความรุนแรง ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สังคมได้ทำข้อตกลงกับพลเมืองเควียร์ของตัวเองว่าชาวเควียร์ต้องทำงานสรรค์สร้าง แต่ต้องทำอย่างเงียบๆ เมื่ออยู่ในพื้นที่ของศิลปะ ชาวเควียร์สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ ไม่ว่าเป็นผลงาน ผลกำไร ความบันเทิงเริงใจ หรือแม้แต่กระทั้งความจรรโลงใจ ผลผลิตเหล่านี้คือผลพลอยได้ที่ชัดเจนและมีประโยชน์ของชาวเควียร์ ที่หากเป็นในกรณีอื่นคนจะมองกันว่าเป็นพวกต่อต้านสังคม ในวงสังคมของผู้มากรากดี เควียร์เองอาจจะยังใช้ชีวิตร่วมกับผู้ทรงอำนาจได้อย่างเงียบๆ ด้วย ผู้ทรงอำนาจที่ความจริงแล้วก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับเควียร์หรอก

ทัพหน้าล่าสุดของขบวนการโจมตีศิลปินเควียร์คือเจสซี่ เฮมส์ ทั่นผู้นำสูงสุดแห่งศีลธรรมคนดี คริสต์ศาสนา และความอเมริกร๊วก สำหรับนายเฮมส์แล้วนั้น ศิลปะเควียร์ง่ายๆ เลยคือภัยคุกคามต่อโลก นายเฮมส์มโนทึกทักไปเองว่าวัฒนธรรมรักต่างเพศเปราะบางเกินกว่าที่จะทนเปิดรับความหลากหลายในความเป็นคนและความหลากหลายทางเพศได้ อธิบายง่ายๆ คือ โครงสร้างอำนาจในโลกแบบยิว-คริสเตียนนั้น สร้างรากฐานอยู่บนเสาเข็มแห่งการสืบพันธุ์ การที่ครอบครัวมีลูกรับประกันว่าสินค้าของชาติจะมีลูกค้าและมีแรงงานในการผลิตสินค้าดังกล่าว นอกไปจากนี้ ครอบครัวเองยังทำหน้าที่เป็นระบบติดตั้งอัตโนมัติในการดูแลคนป่วยและช่วยลดค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขทั้งหลายด้วย พฤติกรรมใดๆ ที่ไม่นำไปสู่การสืบพันธุ์ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ตั้งแต่การรักเพศเดียวกัน ไปจนถึงการคุมกำเนิดและสิทธิที่จะเลือกทำแท้งได้ กลุ่มศาสนาฝ่ายขวาอ้างว่าลำพังแต่การโฆษณาการสืบพันธุ์และการรักต่างเพศนั้นยังถือว่าไม่พอ อีกสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำคือการทำลายทางเลือกอื่นๆ ด้วย สิ่งที่นายเฮมส์ตามไล่ล่าไม่ใช่ศิลปะ แต่คือชีวิตของพวกเรา! ศิลปะคือสถานปลอดภัยแห่งสุดท้ายที่เหล่าเลสเบี้ยนและเกย์ยังจะรุ่งเรืองได้ เรื่องนี้นายเฮมส์รู้ดี และได้พัฒนาโครงการเพื่อกวาดล้างชาวเควียร์ให้หมดไปจากสังเวียนเดียวที่อนุญาติให้เควียร์มีบทบาทในวัฒนธรรมร่วมได้

โลกที่นายเฮมส์ผลักดันให้เกิดคือโลกที่ไร้ซึ่งความหลากหลายและการขัดขืน ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหากจะจินตนาการตามว่าทำไมผู้มีอำนาจถึงรู้สึกสบายใจที่จะปกครองโลกแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกันที่จะมองเห็นว่าภูมิประเทศอเมริกร๊วกจะถูกกดทับจนราบเป็นหน้ากลองด้วยอำนาจนี้ เอาจริงๆ นายเฮมส์ไม่ต้องอ้อมค้อมก็ได้ น่าจะบอกกันตรงๆ ไปเลยว่าเรียกร้องอะไรอยู่บ้าง ศิลปะที่สนับสนุนโดยรัฐ ศิลปะแห่งอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ ศิลปะที่พูดเป็นแต่ภาษาคริสเตียน ศิลปะที่เกื้อหนุนเป้าหมายของผู้มีอำนาจ ศิลปะที่เข้ากันได้ดีกับโซฟาในห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว บอกมาสิว่าต้องการอะไร คุณเจสซี่ เหล่าหญิงชายผู้ยังรู้ผิดชอบชั่วดีจะได้ออกมาต่อต้านได้ เหมือนที่เราต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่น เพื่อเราจะได้ปลดแอกผู้ที่กล้าลุกขึ้นมาขัดขืนในประเทศของเราเอง

ถ้าเธอคือเควียร์ จงตะโกนมันออกมา!

ชาวเควียร์ถูกตีวงล้อม

เควียร์กำลังถูกโจมตีจากทุกทาง มันน่าหวั่นใจที่พวกเราโอเคกับการสิ่งนี้ เมื่อครั้งปี 1969 ที่เราถูกโจมตีไป เควียร์ไม่ได้ยอมรับสภาพนั้น เควียร์สู้กลับ เควียร์ลงถนน

ในปี 1990 นับแค่เดือนพฤษภาคมเดือนเดียว มีเหตุ “เควียร์โดนรุม” มากถึง 50 ครั้ง เป็นการรุมทำร้ายที่รุนแรง ในเดือนเดียวกันนั้น หญิงชายและเด็ก รวมกัน 3,720 คน เสียชีวิตจากโรคเอดส์ อันเกิดจากการรุมทำร้ายที่รุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเพิกเฉยของรัฐบาลที่หยั่งรากมาจากโฮโมโฟเบียที่เพิ่มขึ้นในสังคม โฮโมโฟเบียแบบนี้มีสถาบันคอยรับรอง และอาจจะอันตรายมากขึ้นต่อการมีอยู่ของเควียร์เพราะระบุตัวผู้ก่อการไม่ได้ เราอนุญาตให้การทำร้ายพวกนี้เกิดขึ้นเพราะความนิ่งเฉยต่อเนื่อง ความไม่คิดจะสู้กลับของเราเอง ถึงตอนนี้ โรคเอดส์ได้ส่งผลกระทบต่อโลกของชายจริงหญิงแท้แล้ว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงมาโทษว่าเอดส์เป็นความผิดเราและใช้ข้ออ้างนี้ในการแก้ต่างให้กับการกระทำความรุนแรงต่อเรา พวกมันไม่อยากได้เราแล้ว ก่อนที่มันจะยอมกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับเราใหม่ พวกมันจะรุมตี รุมข่มขืน รุมฆ่าเราเสียก่อน จะต้องให้ทำอะไรอีกถึงจะเห็นว่าสิ่งนี้มันไม่โอเค โกรธหน่อยสิ ถ้าโกรธแล้วยังไม่รู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้น ก็ลองเปลี่ยนเป็นความกลัว ถ้าความกลัวก็ยังไม่ได้อีก ลองความหวาดผวาดู

ตะโกนออกมา!

ภูมิใจซะ ทำอะไรก็ได้ที่จำเป็นต่อการกระชากตัวเองออกจากภาวะสยบยอมที่เธอเคยชิน เป็นอิสระซะ ตะโกนซะ

ปี 1969 เควียร์สู้กลับ ปี 1990 เควียร์กลับบอกว่าโอเค

ปีหน้าเราจะยังอยู่กันมั้ย?

[ไม่มีหัวเรื่อง]

ชั้นเกลียดเจสซี่ เฮมส์ ชั้นเกลียดนายเฮมส์มากถึงขั้นที่ชั้นจะปิติยินดีหากมันตายได้ ถ้ามันตายเพราะถูกคนฆ่า ชั้นจะถือว่าเป็นความผิดของมันเอง

อีกคนที่ชั้นเกลียดคือ โรนัลด์ เรแกน เพราะมันสังหารหมู่พวกพ้องของชั้นเป็นเวลากว่าแปดปี แต่ เอาจริงๆ แล้ว ชั้นเกลียดมันมากกว่าที่มันกล้าสรรเสริญ ไรอัน ไวท์ โดยที่ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง ไม่ยอมอ้อนวอนขออโหสิกรรมที่ทำให้ไรอันและคนอีกกว่าแสนต้องตาย คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเควียร์ ชั้นเกลียดที่มันเย้ยหยันความเศร้าโศกของเรา

ชั้นเกลียดอีดอกโป๊ป ชั้นเกลียดอีเหี้ยพระคาดินัลจอห์น โอคอนเนอร์ ชั้นเกลียดนิกายแคลอลิคระยำทั้งหมด ชั้นขอส่งความเกลียดชังนี้ไปให้เหล่าทวยทัพทั้งหลายด้วย ยิ่งไอ้พวกตำรวจผู้พิทักษ์กฎหมายแห่งอเมริกร๊วกทั้งหลายยิ่งตัวดี แม่งก็แค่พวกซาดิสต์ที่รัฐรองรับให้คุกคามกระเทยและโสเภณีตามท้องถนน คุกคามนักโทษเควียร์ในเรือนจำ อีกอย่างที่ชั้นเกลียดเหมือนกันคือสถาบันทางการแพทย์และสถาบันจิตเวช โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตแพทย์ที่กล่อมให้ชั้นหยุดมีเซ็กส์กับผู้ชายไปสามปี จนกว่าเรา (‘เรา’ ในที่นี้คือมันฝ่ายเดียว) จะสามารถเปลี่ยนชั้นจากเควียร์ให้เป็นไบเซ็กชวลได้ ชั้นยังเกลียดพวกอาชีพการศึกษาทั้งหลายด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ก็มีส่วนในการผลักไสเควียร์วัยรุ่นไปถึงจุดที่ต้องฆ่าตัวตายในแต่ละปี ชั้นเกลียดโลกศิลปะ”แสนสูงส่ง” อุตสาหกรรมบันเทิง สื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิวยอร์คไทม์ อันที่จริง ชั้นเกลียดทุกภาคส่วนของสถาบันชายจริงหญิงแท้ในประเทศนี้ คนพวกนี้อย่างร้ายที่สุดคืออยากให้เควียร์ตายไปให้หมดทุกคน อย่างดีที่สุดก็ไม่เคยแม้แต่จะโงหัวมาช่วยให้เราอยู่รอดเลย

ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้ที่มั่นหน้าว่าตัวเองสามารถพูดถึง ”การแฉ” ได้อย่างฉลาดหลักแหลม ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้ที่คิดว่าเรื่องของตัวเองเป็น”เรื่องสากล” ในขณะที่เรื่องของพวกเราไม่สามารถไปไกลกว่าเรื่องรักเพศเดียวกันได้ ชั้นเกลียดนักร้องนักดนตรีชายจริงหญิงแท้ที่สร้างอาชีพให้กับตัวเองด้วยการทำนาบนหลังเรา แล้วพอเราโกรธที่คุกคามเรา ยังมีหน้ามาเรียกคะแนนสงสารว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดแทนที่จะขอโทษ ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้ที่พูดว่า “เราไม่เห็นเข้าใจเลยว่าทำไมคุณต้องใส่เสื้อและติดเข็มกลัดพวกนั้น เราเองก็ไม่เห็นต้องเดินป่าวประกาศให้โลกรู้เลยหนิเราว่าเป็นชายจริงหญิงแท้”

ชั้นเกลียดที่ตลอดเวลาสิบสองปีในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่เห็นเคยมีใครสอนชั้นเรื่องชาวเควียร์เลย ชั้นเกลียดที่ชั้นต้องเติบโตมาโดยคิดว่าชั้นคือเควียร์คนเดียวในโลก ชั้นเกลียดที่เด็กเควียร์ตอนนี้แทบทุกคนก็ยังต้องรู้สึกเหมือนที่ชั้นเคยรู้สึก ชั้นเกลียดที่ชั้นต้องทนเจ็บปวดกับการถูกเด็กคนอื่นๆ ดูถูกว่าเป็นอีวิปริตผิดเพศ และเกลียดยิ่งเข้าไปใหญ่ที่ชั้นถูกสอนมาให้รู้สึกละอายกับการถูกกระทำ ให้รู้สึกว่ามันเป็นความผิดของชั้นเองที่ต้องมาเจอความอำมหิตนี้ ชั้นเกลียดศาลฎีกาของประเทศนี้ที่ไฟเขียวให้วิธีการร่วมรักของชั้นเป็นอาชญากรรม ชั้นเกลียดที่ชายจริงหญิงแท้ยั้วเยี้ยไปหมดรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องเสือกกับชีวิตเซ็กส์ของชั้น ชั้นเกลียดที่ชายจริงหญิงแท้ชีวิตบิดเบี้ยวได้เป็นพ่อคนแม่คนกันเต็มไปหมด ในขณะที่ชั้นต้องสู้แทบตายแค่เพื่อจะ ได้รับอนุญาต ให้เป็นพ่อคนกับเค้าบ้าง ชั้นเกลียดพวกชายจริงหญิงแท้

เธออยู่ไหนล่ะเพื่อนสาว?

เราต้องรับผิดชอบกับภาวะอากาศธาตุของเราเอง

เราใส่เข็มกลัดสามเหลี่ยมสีชมพูของเราไปทุกที่ เวลาอยู่ในที่สาธารณะ เราไม่ลดเสียงเราให้เบาลงเวลาพูดถึงความรักหรือเซ็กส์ของเลสเบี้ยน เราบอกคนเสมอว่าเราเป็นเลสเบี้ยน เราไม่รอให้มีคนถามถึง ”แฟนหนุ่ม” เราก่อน เราไม่พูดว่า “เรื่องส่วนตัวของเรา”

ที่เราทำแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อชายจริงหญิงแท้ คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้สามเหลี่ยมสีชมพูหมายถึงอะไร คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้สนหรอกว่าเรากับแฟนสาวจะรักกันท่วมท้นหรือจะทะเลาะกันริมถนน คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่รับรู้การมีอยู่ของเราหรอกไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราทำสิ่งที่เราเพื่อสื่อสารกับเลสเบี้ยนคนอื่นๆ ต่างหาก เราทำสิ่งที่เราทำเพราะเราไม่อยากให้เลสเบี้ยนคนอื่นคิดว่าเราเป็นหญิงแท้ เราเปิดตัวตลอดเวลา ในทุกที่ เพราะเราอยากสื่อสารให้เธอรับรู้ บางทีเธออาจจะเห็นเรา เราอาจจะเปิดบทสนทนากัน เราอาจจะกลายเป็นเพื่อนกัน บางทีเธออาจจะไม่พูดอะไร แต่สายตาเราจะประสานกัน แล้วเราจะจินตนาการถึงเธอในร่างเปลือยเปล่า ร่างของเธอที่ชุ่มเหงื่อ ปากของเธอที่เปิดกว้าง แผ่นหลังเธอที่นูนโค้งระหว่างที่เราเย็ดกัน เราจะมีความสุขที่รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ เราจะมีความสุขที่เราต่างหากันเจอ โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ โดยที่ไม่กินเวลาไปเกินกว่าเพียงชั่วขณะเดียว

แต่ไม่

เธอจะไม่ติดเข็มกลัดสามเหลี่ยมสีชมพูนั้นไว้ที่คอเสื้อเธอ สายตาของเธอจะไม่มองสายตาเย้ายวนที่ชั้นส่งไปให้ริมถนน ในที่ทำงาน เธอจะหลีกเลี่ยงชั้นเพราะชั้นมันเปิดตัว”แรง”ไป ถ้าเราเจอกันในร้านเหล้า เธอจะตำหนิที่ชั้น”การเมืองเกินไป” เธอปฏิเสธที่จะรับรู้ชั้นในที่สาธารณะเพราะความเป็นเลสเบี้ยนของ ”ชั้น” นั้นมัน ”ฉูดฉาดกระแทกตา” เกินไป แต่แล้วเธอก็จะอยากให้ชั้นเป็นคนรักของเธอ เธออยากได้ชั้นเป็นเพื่อน เธออยากให้ชั้นรักเธอ อยากให้ชั้นอยู่เคียงข้างเธอ อยากให้ชั้นสู้เพื่อสิทธิของ ”เรา” ในการมีชีวิตอยู่

เธออยู่ไหนล่ะ?

ปากเธอพล่ามว่าทำไมเควียร์ถึงเป็นอากาศธาตุ แต่ตัวเธอกลับหนีกลับบ้านกลับรังรักไปหาคนรักของเธอ เธอชนแก้วกับเพื่อนของเธอที่ร้านเหล้ากันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะเดินโซเซเรียกรถกลับบ้าน เวลาเธออยู่กับครอบครัว กับเจ้านาย กับเพื่อนบ้าน และกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลาย เธอนั่งปิดปากเงียบด้วยความสำรวม เธอปล่อยให้พวกมันพูดถึงเราอย่างบิดเบือน เธอปล่อยให้มันเย้ยหยันเรา เธอปล่อยให้มันทารุณเรา พอเธอกลับมาถึงบ้าน เธอรู้สึกอยากจะกรีดร้องออกมา แต่แล้วเธอก็ใช้การงานของเธอ ใช้ความสัมพันธ์ ใช้การที่เธอไปสังสรรค์กับเลสเบี้ยนคนอื่น มาช่วยซึมซับความโกรธของเธอ เธอจะสงสัยอะไรอยู่อีกว่าทำไมถึงหาชั้นไม่เจอสักที เธอยังจะตั้งคำถามไปอีกเพื่ออะไรว่าทำไมเธอถึงรู้สึกเหงา ว่าทำไมเธอถึงโกรธ ว่าทำไมเธอถึงรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย

ลุกขึ้นมา ตื่นสักทีเถอะเพื่อนสาว!!

ชีวิตของเธอมันอยู่ในมือของเธอเอง

เวลาที่เรายอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อเปิดเผยตัวเรา เราทำเพื่อทั้งตัวเองและตัวเธอ เวลาที่เรายอมเสี่ยงแล้วมันได้ผล (ถ้าเธอได้ลอง เธอจะรู้ว่ามันได้ผลอยู่บ่อยๆ) ประโยชน์ก็ตกอยู่ทั้งที่เธอและที่เรา แต่เวลามันไม่ได้ผล กลับมีแค่เราคนเดียวที่ต้องรับโทษ เธอลอยตัวเหนือความทุกข์

แต่แกเอ้ย แกจะมารอให้เลสเบี้ยนคนอื่นทำให้โลกนี้ปลอดภัยสำหรับแกไม่ได้นะเว่ย หยุดนั่งรออนาคตเลสเบี้ยนที่ดีกว่าได้แล้ว การปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้ที่นี่ถ้าเพียงแต่เราเริ่มซักที

เธออยู่ไหนเนี่ยเพื่อนสาว เราสอดส่องหาเธออยู่ เราสอดส่องหาเธออยู่ ทำไมเราถึงเห็นเธอแค่ตอนวันเกย์ไพรด์ล่ะ

เราเผยออกมาแล้ว เธอไปทำเหี้ยอยู่ที่ไหน

[ไม่มีหัวเรื่อง]

เวลามีคนมาทำร้ายเธอเพราะว่าเธอเป็นเควียร์ มันถือว่าเป็นการรุมเควียร์ ใช่ป่ะ

กลุ่มคนกว่าครึ่งร้อยเดินออกจากบาร์เกย์ตอนที่ร้านปิด ที่ฝั่งตรงข้ามถนน กลุ่มเด็กผู้ชายแท้แค่หยิบมือยืนจับกลุ่มกันตะโกนว่า “อีวิปริต” แล้วเขวี้ยงขวดเบียร์มาที่ฝูงชนหน้าร้าน ถ้าเทียบกันแล้ว จำนวนคนที่หน้าบาร์มีมากกว่ากลุ่มเด็กถึงสิบต่อหนึ่ง เควียร์สามคนขยับตัวจะตอบโต้ แต่คนอื่นในกลุ่มกลับไม่มีใครร่วมด้วยเลย ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นเป้านิ่งทั้งๆ ที่ฝั่งเรามีคนมากขนาดนี้

วันแรงงาน ณ สวนจัตุรัสทอมกินส์ ที่ลานแสดงคอนเสิร์ตและแดรกโชว์กลางแจ้งประจำปี เกย์ชายกลุ่มนึงถูกวัยรุ่นหัวไม้รังควาน ทั้งๆ ที่อยู่ท่ามกลางเกย์และเลสเบี้ยนหลายพันคน กลุ่มวัยรุ่นชายแท้นี้กลับสามารถซัดเกย์สองคนจนลงไปกองกับพื้นได้ ก่อนที่จะยืนจังก้าหัวเราะกันอย่างภูมิใจ ด้านตัวพิธีกร พอเห็นท่าไม่ดีมาจากบนเวที กลับพูดเตือนฝูงชนว่า “ระวังตัวกันด้วยนะสาวๆ เราแต่งตัวกันจัดเต็มขนาดนี้ ผู้ชายมาเห็นเลยสติหลุดกัน” ประหนึ่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตะกี้เป็นแค่การแกล้งกันขำๆ เพราะผู้ชายรู้สึกหมั่นเขี้ยวชุดที่เหยื่อใส่ ประหนึ่งว่าสิ่งที่เกิดเมื่อตะกี้ไม่ใช่การมุ่งทำร้ายใครหน้าไหนก็ได้ ซึ่งก็มีสิทธิเป็นทุกๆ คนที่อยู่ในงาน จะต้องให้ถึงจุดไหนกันฝูงชนถึงจะลุกขึ้นมาประจันหน้ากับผู้ก่อการ

หลังจากที่ เจมส์ แซปปาลอร์ติ ชายผู้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ต่อสาธารณะ ถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็นที่เกาะสแตเทนเมื่อฤดูหนาวปีนี้ มีการจัดชุมนุมเรื่องการตายของไปหนึ่งครั้ง โดยมีคนมาร่วมงานแค่ร้อยคน ในทางตรงกันข้าม เมื่อยูเซฟ ฮอว์กินส์ วัยรุ่นหนุ่มผิวดำ ถูกยิงตายเพราะล้ำเข้าไป “ถิ่นคนขาว” ในย่านเบนสันเฮอร์ส แอฟฟริกันอเมริกันจำนวนมากลงถนนเดินขบวนผ่านย่านนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่ชายผิวดำถูกฆ่าก็เพราะเค้าเป็นคนผิวดำ คนผิวสีทั้งเมืองรู้ว่ามันคือเหตุผลนี้และลุกขึ้นมาตอบโต้ กระสุนที่ยิงโดนฮอว์กินส์เป็นกระสุนที่คนเหนี่ยวไกตั้งใจให้ยิงถูกคนผิวดำคนไหนก็ได้ เกย์กับเลสเบี้ยนคิดเหรอว่ามีดที่แทงทะลุขั้วหัวใจของแซปปาลอร์ติตั้งใจจะแทงแค่เค้าคนเดียว

โลกชายจริงหญิงแท้กล่อมจนเราเชื่อกันอย่างสนิทใจว่าเราเป็นเหยื่อที่ไม่มีทางสู้ ว่าเราสมควรแล้วที่ต้องเจอความรุนแรงอย่างที่เราเจอ ว่าเวลาเผชิญปัญหา ชาวเควียร์จะแขนขาอ่อนเปลี้ยจนทำอะไรไม่ถูก โกรธซะ! เราต้องไม่ยอมทนกับการทำร้ายพวกนี้ ทำอะไรบางอย่าง! ระลึกให้ได้ว่าการรุกรานแค่เพียงสมาชิกคนเดียวของชุมชนเควียร์หมายถึงการรุกรานชาวเควียร์ทุกคน หากเราอนุญาตให้พวกเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันรุนแรงกับเราได้ หากเราอนุญาตให้พวกมันสร้างความหวาดกลัวในชีวิตเราได้ ความเกลียดชังของมันที่เราต้องรองรับจะโหดร้ายและถี่ขึ้น จะให้ร่างกายของเธอเป็นเป้านิ่งให้ความรุนแรงไม่ได้ ร่างกายของเธอมีคุณค่าและต้องรักษาไว้ เธอมีสิทธิที่จะปกป้องมัน ไม่ว่ามันจะบอกว่าอะไรก็ตาม ความเควียร์ของเธอต้องได้รับการคุ้มครองและความเคารพ เธอควรที่จะต้องเข้าใจให้ได้ว่าชีวิตของเธอมีคุณค่าเกินจะประเมินได้ เพราะหากเธอไม่เชื่อสักทีว่ามันมีค่า ชีวิตของเธอก็จะถูกพรากไปได้ง่ายๆ เช่นกัน ถ้าเธอรู้ว่าทำยังไงถึงจะสามารถสยบคนที่จะเข้ามาทำร้ายเธอได้อย่างมีประสิทธิภาพและนิ่มนวล ก็เอาเลย ทำตามนั้นซะ แต่ถ้าเธอไม่มีทักษะพวกนี้ ต้องคิดแล้วแหละว่าจะควักลูกกะตาไอ้เหี้ยแม่งออกมายังไง จะฟาดหน้ามันยังไห้จมูกแม่งยุบไปถึงสมอง จะใช้ขวดแก้วแตกๆ เป็นอาวุธปาดคอมันยังไง ทำอะไรเป็นก็ทำตามนั้น จำเป็นต้องทำอะไรก็ทำไป รักษาชีวิตตัวเองไว้!

ทำไมต้องเควียร์?

เควียร์!

อ่า เราจำเป็นต้องใช้คำนี้จริงๆ เหรอ มันคำเจ้าปัญหานะเนี่ย เกย์แต่ละคนมีความเห็นของตัวเองว่าคำนี้เป็นยังไง สำหรับบางคน คำว่าเควียร์หมายถึงความแปลกประหลาด ความพิสดาร มีอารมณ์ของความพิศวงอยู่ โอเคเลยนะ เราชอบนิยามนี้ แต่เกย์น้อยหญิงชายบางคนไม่ได้มองแบบนี้ เพราะมองว่าตัวเองปกติ ไม่ได้แปลกอะไร ในขณะที่สำหรับคนอื่นๆ คำว่าเควียร์มันปลุกความทรงจำแย่ๆ สมัยเป็นวัยรุ่นที่มีความทุกข์ เควียร์ คำนี้อย่างดีที่สุดก็ให้อารมณ์คุ้นเคย อารมณ์ขมปนหวาน แต่อย่างร้ายที่สุดก็ทำให้รู้สึกอ่อนแอและเจ็บปวด เราใช้คำว่า “เกย์” แทนไม่ได้เหรอ คำว่าเกย์มันสดใสกว่าตั้งเยอะ แล้วเกย์เองก็แปลว่า ”เบิกบานสำราญใจ” ไม่ใช่เหรอ เมื่อไหร่พวกหัวรุนแรงประจัญบานอย่างแกจะรู้จักโตสักที เมื่อไหร่จะเลิกเห่อทำตัวให้แตกต่างจากชาวบ้านสักที

ทำไมต้องเควียร์…

เออ ใช่ คำว่า ”เกย์” นี่ก็ปังอยู่แหละ มันมีที่ทางของมันเอง แต่ว่าเวลาเลสเบี้ยนและเกย์จำนวนไม่น้อยตื่นเช้ามาในแต่ละวัน เราไม่ได้รู้สึกเกย์รู้สึกเบิกบานนะ เรารู้สึกโกรธและขยะแขยง ดังนั้น เราจึงเลือกที่จะเรียกตัวเองว่าเควียร์ การเลือกใช้คำว่า ”เควียร์” เป็นการช่วยย้ำเตือนตัวเราเองว่าโลกนี้มองพวกเรายังไง คำว่า ”เควียร์” มันบอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตในโลกของชายจริงหญิงแท้อย่างระมัดระวังหรืออย่างคนชายขอบ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนไหวพริบดีหรือมีเสน่ห์แพรวพราว เราใช้คำว่าเควียร์ในฐานะที่เราเป็นเกย์ชายที่รักเลสเบี้ยนและเลสเบี้ยนที่รักความเป็นเควียร์ คำว่าเควียร์ไม่เหมือนคำว่าเกย์เพราะเควียร์ไม่ได้แปลว่าเพศชาย

และเวลาที่เราใช้คำว่าเควียร์กับเกย์และเลสเบี้ยนคนอื่น นั่นคือวิธีนึงที่เราเสนอให้ชาวเราถอดหัวโขนแล้วมาสามัคคีกัน ให้ลืมความแตกต่างที่เราแต่ละคนมี(ไปก่อน) เพราะเราทุกคนเผชิญหน้ากับศัตรูที่เจ้าเล่ห์กว่าร่วมกัน ใช่ คำว่าเควียร์มันเป็นคำที่ยาก แต่มันก็เป็นอาวุธแสนแยบยลและประชดประชันที่เราสามารถขโมยมาจากมือของพวกเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันได้ แล้วเอามาใช้สู้กับพวกแม่งเอง

ไม่เอาตำรวจทางเพศ

ใครที่พูดว่าการเปิดตัวไม่ใช่ส่วนนึงของการปฏิวัตินี่แสดงว่าหลงประเด็น ภาพทางเพศเชิงบวกและสิ่งที่ภาพพวกนี้สำแดงออกมาช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ เพราะมันยืนยันการมีชีวิตแบบนี้และเปิดทางให้คนสามารถใช้ชีวิตต่อไปโดยมีความรักให้ตัวเองได้ แทนที่จะเกลียดชังตัวเอง คำขวัญว่า “ดำเป็นสิ่งสวยงาม” เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนมากฉันใด คำของเราที่ว่า “อ่านปากของชั้น” ก็ยืนยันความเควียร์ท่ามกลางความเกลียดชังและความไร้ตัวตนฉันนั้น ความเกลียดชังและความไร้ตัวตนที่เห็นได้จากงานศึกษาเรื่องการฆ่าตัวตายชิ้นล่าสุดของรัฐบาลซึ่งรายงานว่าอย่างน้อยหนึ่งในสามของวัยรุ่นที่ฆ่าตัวตายเป็นเควียร์เด็ก ประเด็นนี้ยังเห็นได้ชัดขึ้นอีกจากการที่คนอายุน้อยกว่า 21 ปีติดเชื้อเฮชไอวีกันมากขึ้น

เควียร์อย่างเราถูกเกลียดชังมากที่สุดก็เพราะเรื่องเพศของเรา อธิบายก็คือ การที่เรามีสัมผัสทางกายกับคนเพศเดียวกัน กิจกรรมทางเพศและการแสดงออกทางเพศของเราเนี่ยแหละคือสิ่งที่ทำให้เราเสี่ยงโดนทำร้ายร่างกายมากที่สุด ความแตกต่าง ความเป็นอื่น และความเฉพาะตัว สามสิ่งนี้ที่พวกเรามีสามารถทำให้เราอ่อนเปลี้ย หรือจะปลุกความเป็นการเมืองในตัวเราก็ได้ หวังว่าพวกเราส่วนใหญ่จะไม่ปล่อยให้เราต้องตายเพราะสิ่งนี้

[ไม่มีหัวเรื่อง]

ทำไมเราถึงปล่อยให้พวกหญิงแท้ชายแท้เข้ามาในผับในบาร์ของเควียร์ได้ มันยังไงกันเนี่ย ที่พวกชายจริงหญิงแท้บอกว่าชอบเรามากเพราะเรา “ปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยง” ใครถามความเห็นมึงเหรอ ไอ้ที่เราสุดเหวี่ยงกันก็เพราะเราจำเป็นต้องระบายความอัดอั้นที่พวกมันทำให้เรารู้สึกอยู่ตลอดเวลาออกมา ก่อนที่เราจะอกแตกตายกันหมด พวกมันพอรู้สึกอยากจะจู๋จี๋กันขึ้นมาก็จัดเลย ไม่สนหรอกว่าจะเป็นที่ไหน มิหนำซ้ำยังกินที่ชาวบ้านบนแดนซ์ฟลอร์เวลาเต้นกันเป็นคู่อย่างมั่นหน้า แม่งห้อยความรักต่างเพศของแม่งประหนึ่งว่าเป็นว่าป้ายห้ามเข้า เป็นโฉนดความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

เราจะยอมทนให้พวกแม่งรุกรานพื้นที่ของเราประหนึ่งว่าตัวเองมีสิทธิจะทำได้ไปทำเหี้ยอะไร ทำไมเราถึงปล่อยให้มันโอ้อวดความรักต่างเพศของพวกแม่งจนแทบจะทิ่มลูกกะตาในพื้นที่สาธารณะเพียงไม่กี่แห่งที่เราสามารถเซ็กซี่กันได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้าย ความรักต่างเพศซึ่งโลกชายจริงหญิงแท้ใช้เป็นอาวุธมาจัดการเรา

ถึงเวลาแล้วที่เราจะหยุดไม่ให้ชายจริงหญิงแท้สร้างกฏเกณฑ์ทั้งหลาย เรามาเริ่มกันด้วยการแปะป้ายนี้ไว้หน้าคลับและบาร์เควียร์ทุกแห่ง

– ข้อปฏิบัติสำหรับชายจริงหญิงแท้

1. แสดงความรักของพวกเธอให้น้อยที่สุด(การจูบ, การจับมือ, การสวมกอด)สถานที่นี้ไม่ต้องการเรื่องทางเพศของเธอ และคนหลายคนในที่นี้รู้สึกว่ามันน่าสะอิดสะเอียน
2. ถ้าจำเป็นที่จะต้องเต้นซบกันจริงๆ กรุณาเต้นกันอย่างสงบเงี่ยมให้มากที่สุด
3. อย่าทำหน้าโง่ใส่หรือจ้องมองเลสเบี้ยนหรือเกย์ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลสเบี้ยนที่ออกแมนหรือแดรกควีน เราไม่ไช่ความบันเทิงของคุณ
4. ถ้ารับไม่ได้ที่คนเพศเดียวกันจะมาจีบหรือยั่วใส่ ก็ออกไปซะ
5. อย่าโอ้อวดความรักเพศเดียวกันของตัวเอง ระมัดระวังตัวเองให้ดี รับให้ได้หากจะมีคนคิดว่าเธอเป็นเลสหรือเป็นตุ๊ดแต๋ว
6. ถ้ารู้สึกว่าข้อปฎิบัตินี้ไม่ยุติธรรม ให้ไปต่อกรกับโฮโมโฟเบียในคลับของชายจริงหญิงแท้แทน หรือมิฉะนั้น
7. จะไปตายห่าที่ไหนก็ไป

ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้

ชั้นมีเพื่อนมีฝูง เพื่อนชั้นบางคนก็เป็นชายจริงหญิงแท้

ปีแล้วปีเล่า ชั้นนัดเจอเพื่อนชายจริงหญิงแท้ ชั้นอยากเจอพวกเค้า อยากรู้สารทุกข์สุขดิบ อยากเพิ่มอะไรใหม่ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างชั้นกับเค้าที่ซับซ้อนและย้อนหลังกันไปนาน อยากจะรู้สึกถึงความต่อเนื่องอะไรบางอย่าง

ปีแล้วปีเล่า ชั้นตระหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่าเรื่องราวในชีวิตของชั้นไม่มีความสำคัญกับเค้าเลย เค้าฟังเรื่องราวของชั้น เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ชั้นเป็นแค่ติ่งแค่ภาคผนวกในปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายที่มีในโลกนี้ โลกแห่งอำนาจและอภิสิทธิ์ โลกแห่งภาคส่วน โลกแห่งการกีดกัน

“ไม่จริงซะหน่อย” เพื่อนชายจริงหญิงแท้ของชั้นเถียงกลับ ในการเมืองเรื่องอำนาจแล้วนั้น มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนเสมอ นั่นก็คือ คนที่ถูกปล่อยไว้นอกวงจะวิงวอนขอเป็นส่วนหนึ่งของวงด้วย ในขณะที่คนในจะอ้างว่าคนนอกอันที่จริงแล้วไม่ได้อยู่นอกวงซะหน่อย ผู้ชายทำอย่างงี้กับผู้หญิง คนขาวทำอย่างงี้กับคนดำ และทุกคนทำอย่างงี้กับเควียร์

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เส้นแบ่งหลักถูกขีดด้วยการสืบพันธุ์และครอบครัว คำหลังนี่เป็นคำมหัศจรรย์ หลายต่อหลายครั้งที่ครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา ที่เราเติบโตมาด้วย ตัดญาติตัดสัมพันธ์กับเราพอรู้ว่าตัวตนจริงๆ ของเราคืออะไร และหนักไปยิ่งกว่านั้น เราเองก็ถูกขัดขวางไม่ให้มีครอบครัวของเราเองด้วย ในประเด็นเรื่องการมีลูกและการเลี้ยงลูกนั้น เราถูกลงทัณฑ์ เราโดนดูถูกและปิดทางต่างๆ ปฏิบัติกับเราเหมือนเราเป็นภัยต่อความมั่นคง เราโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าเราจะพยายามต่อสู้ให้มีลูกได้ หรือปฏิเสธที่จะมีลูก ทั้งหมดนี้ประหนึ่งว่าการแพร่พันธุ์สปีชีส์มนุษย์มันเปราะบางมากเสียจนต้องมีแบบแผนบังคับ มิฉะนั้น มนุษยชาติจะละลายกลับไปเป็นโคลนเหลวยุคดึกดำบรรพ์

ชั้นเกลียดที่ต้องคอยเกลี้ยกล่อมให้ชายจริงหญิงแท้เชื่อว่าเลสเบี้ยนและเกย์อาศัยอยู่ในเขตสงคราม ว่าชีวิตของเรารายล้อมไปด้วยระเบิดเสียงอึกทึกที่ดูเหมือนมีแค่เราที่ได้ยิน ว่าทั้งร่างไร้ลมหายใจและดวงวิญญาณของเรานั้นถูกวางทับกันเป็นกองพะเนิน เราล้มตายจากความตกใจ เราตายเพราะถูกตี ถูกข่มขืน เราตายเพราะความเศร้าโศก เพราะโรค ความเป็นคนของเราถูกกระชากออกไปหมดแล้ว

ชั้นเกลียดชายจริงหญิงแท้รับฟังความโกรธของเควียร์แล้วอดไม่ได้ที่ต้องพูดว่า “เฮ้ย แต่ชายจริงหญิงแท้ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นกันทุกคนนะ เราก็ชายจริงหญิงแท้นะเว่ย” ประหนึ่งว่าไอ้โลกจองหองที่ให้ค่าแค่ความรักต่างเพศใบนี้ยังฟูมฟักและปกป้องอีโก้ของตัวเองไม่พออีก ทำไมเราต้องมานั่งประคบประหงมพวกแม่ง ในเมื่อความโกรธ ของเราก็เป็นผลมาจากสังคมเหี้ยๆ ของพวกแม่งเอง จะให้หยอดคำปลอบใจไปทำไม “แน่นอนว่าเราไม่ได้หมายถึงแกเว่ย แกไม่ได้ทำตัวแบบนั้นซะหน่อย” ปล่อยให้มันคิดเอาเองว่าตัวมันสมควรที่จะเป็นส่วนนึงของความโกรธเรามั้ย

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้แปลว่าพวกชายจริงหญิงแท้ต้องรับฟังความโกรธของเรา แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เคยจะฟังกันหรอก ชายจริงหญิงแท้จะเปลี่ยนประเด็นด้วยการพูดว่า “เราไม่ได้เป็นแบบนั้นซะหน่อย” หรือไม่ก็ “ดูซิใครกันแน่ที่กำลังเหมารวม” หรือ “ถ้าอยากให้เค้าคนรับฟัง ต้องพูดสุภาพ พูดจาให้น่าฟังหน่อย” หรือ “ถ้ามัวแต่สนใจเรื่องลบๆ ก็เท่ากับเธอเองกำลังให้อำนาจมันนะ” ไม่ก็ “ในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่มีความทุกข์นะ” พวกชายจริงหญิงแท้ชอบบอกว่า “อย่ามาขึ้นเสียงกับเราสิ เราอยู่ฝั่งแกนะเว่ย” หรือ “เราว่าแกตีโพยตีพายเกินเหตุ” หรือ “โอ้ย แกนี่อมทุกข์เหลือเกินนะ

ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกโกรธ

มันสอนเรามาว่าเควียร์ที่ดีต้องไม่โกรธไม่คลั่ง มันสอนเรามาดีซะจนเราไม่เพียงแต่ซ่อนความโกรธจากพวกมันเอง แต่เรายังซ่อนความโกรธจากกันและกันด้วย เราถึงขั้นซ่อนความโกรธนี้จากตัวเราเองด้วยซ้ำ เราซ่อนความโกรธของเราด้วยการใช้ยาเสพติด ด้วยการฆ่าตัวตาย ด้วยความกระหายในการประสบความสำเร็จเพราะหวังว่ามันจะเครื่องพิสูจน์ว่าเรามีคุณค่า ทั้งๆ ที่มันทั้งรุมตีรุมแทงเรา ยิงเรา เขวี้ยงระเบิดใส่เรา โดยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เรากลับตกใจเวลาเห็นเควียร์ที่ทนไม่ไหวแล้วถือป้ายประท้วงว่าให้ตีมันคืน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มันปล่อยให้เราตายกันเป็นเบือ แต่เราก็ยังเสือกไปขอบคุณไอ้ประธานาธิบดีบุชที่ปลูกต้นไม้ไปต้นนึง เรากลับชื่นชมประธานาธิปดีเปรียบผู้มีเชื้อเฮชไอวีว่าเหมือนเหยื่อจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่ไม่ยอมใส่เข็มขัดนิรภัย ปล่อยให้ตัวเองโกรธเถอะ ปล่อยให้ตัวเองโกรธเถอะที่ราคาที่ต้องจ่ายของการไม่เป็นอากาศธาตุอีกต่อไปคือคำขู่ทำร้ายทีไม่จบไม่สิ้น คือความรุนแรงเพื่อต่อต้านชาวเควียร์ที่ทุกภาคส่วนของสังคมนี้ล้วนมือเปื้อนเลือดทั้งสิ้น ปล่อยให้ตัวเองโกรธเถอะที่ไม่มีที่ไหนในประเทศนี้เลยที่เราปลอดภัย ไม่มีที่ไหนเลยที่เราไม่ได้ตกเป็นเป้าของความเกลียดชังและการถูกทำร้าย เป็นเป้าของการความเกลียดชังที่เรามีต่อตัวเอง เป้าของการฆ่าตัวเองให้ตาย ให้กลับซ่อนอยู่ในตู้ ให้เราไม่กล้าเปิดตู้ออกมา

ครั้งต่อไปที่ชายจริงหญิงแท้พล่ามด่าเธอที่เธอโกรธเธอโมโห บอกมันไปว่าถ้าอะไรๆ ยังเป็นเหมือนเดิม เธอไม่ต้องการหลักฐานอะไรอีกแล้วว่าโลกนี้มันหมุนไปได้ก็เพราะมันสูบพลังงานไปจากเธอ บอกมันไปว่าเธอไม่อยากเห็นแต่คู่ชายจริงหญิงแท้เดินซื้อข้าวสารอาหารแห้งในโฆษณาทีวี เธอไม่อยากให้ใครมาอวดรูปเด็กทารกอีกแล้วกระทั่งเธอจะมีลูกได้เองบ้าง ขอร้องเถอะ ไม่ต้องชวนไปงานแต่ง งานเลี้ยงคุณแม่ตั้งครรภ์ งานฉลองครบรอบอะไรก็ตาม เธอจะไปก็ต่อเมื่อเจ้าภาพงานคือพี่น้องผองเควียร์ของเรา บอกมันไปด้วยว่าอย่าหนีประเด็นด้วยคำพูดประเภท “เธอมีสิทธิ” “เธอมีอภิสิทธิ์” “เธอเว่อเกินเหตุ” หรือ “เธอเอาแต่มองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ” จงบอกให้ชายจริงหญิงแท้ “ออกไปไกลๆ เลยกระทั่งจะเปลี่ยนตัวเองได้” ไปไกลๆ ซะ แล้วลองดูละกันว่าโลกที่ใช้เควียร์เป็นกระดูกสันหลัง ที่ใช้ความกล้าหาญ ใช้มันสมอง และจิตวิญญาณของเควียร์ จะเป็นยังไงถ้าขาดเควียร์ผู้กล้าแกร่งไป บอกให้มันไปให้พ้นตาซะกระทั่งชายจริงหญิงแท้ลองเดินจับมือกับคนเพศเดียวกันในสาธารณะสักเดือนนึงดู ถ้ายังรอดมาได้ ค่อยมาว่ากันว่ามันมีความเห็นยังไงเกี่ยวกับความโกรธที่เรามี มิฉะนั้นแล้ว บอกมันให้หุบปากและฟังก่อน

ต้นฉบับ/Original Text

(Text of a manifesto originally passed out by people marching with the ACT UP contingent in the New York Gay Pride Day parade, 1990.)

How can I tell you. How can I convince you, brother; sister that your life is in danger. That everyday you wake up alive, relatively happy, and a functioning human being, you are committing a rebellious act. You as an alive and functioning queer are a revolutionary. There is nothing on this planet that validates, protects or encourages your existence. It is a miracle you are standing here reading these words. You should by all rights be dead.

Don’t be fooled, straight people own the world and the only reason you have been spared is you’re smart, lucky, or a fighter. Straight people have a privilege that allows them to do whatever they please and f— without fear. But not only do they live a life free of fear; they flaunt their freedom in my face. Their images are on my TV, in the magazine I bought, in the restaurant I want to eat in, and on the street where I live. I want there to be a moratorium on straight marriage, on babies, on public displays of affection among the opposite sex and media images that promote heterosexuality. Until I can enjoy the same freedom of movement and sexuality, as straights, their privilege must stop and it must be given over to me and my queer sisters and brothers.

Straight people will not do this voluntarily and so they must be forced into it. Straights must be frightened into it. Terrorized into it. Fear is the most powerful motivator. No one will give us what we deserve. Rights are not given they are taken, by force if necessary.

It is easier to fight when you know who your enemy is. Straight people are you enemy. They are your enemy when they don’t acknowledge your invisibility and continue to live in and contribute to a culture that kills you.

Every day one of us is taken by the enemy. Whether it is an AIDS death due to homophobic government inaction or a lesbian bashing in an all-night diner (in a supposedly lesbian neighborhood), we are being systematically picked off and we will continue to be wiped out unless we realize that if they take one of us they must take all of us.


An Army of Lovers Cannot Lose

Being queer is not about a right to privacy; it is about the freedom to be public, to just be who we are. It means everyday fighting oppression; homophobia, racism, misogyny, the bigotry of religious hypocrites and our own self-hatred. (We have been carefully taught to hate ourselves.) And now of course it means fighting a virus as well, and all those homo-haters who are using AIDS to wipe us off the face of the earth.

Being queer means leading a different sort of life. It’s not about the mainstream, profit-margins, patriotism, patriarchy or being assimilated. It’s not about executive directors, privilege and elitism. It’s about being on the margins, defining ourselves; it’s about gender-f— and secrets, what’s beneath the belt and deep inside the heart; it’s about the night. Being queer is “grass roots” because we know that everyone of us, every body, every c—, every heart and a– and d— is a world of pleasure waiting to be explored. Everyone of us is a world of infinite possibility.

We are an army because we have to be. We are an army because we are so powerful. (We have so much to fight for; we are the most precious of endangered species.) And we are an army of lovers because it is we who know what love is. Desire and lust, too. We invented them. We come out of the closet, face the rejection of society, face firing squads, just to love each other! Every time we f—, we win.

We must fight for ourselves (no else is going to do it) and if in that process we bring greater freedom to the world at large then great. (We’ve given so much to that world: democracy, all the arts, the concepts of love, philosophy and the soul, to name just a few of the gifts from our ancient Greek Dykes, Fags.) Let’s make every space a Lesbian and Gay space. Every street a part of our sexual geography. A city of yearning and then total satisfaction. A city and a country where we can be safe and free and more. We must look at our lives and see what’s best in them, see what is queer and what is straight and let that straight chaff fall away! Remember there is so, so little time. And I want to be a lover of each and every one of you. Next year, we march naked.

I’m Angry

The strong sisters told the brothers that there were two important things to remember about the coming revolutions. The first is that we will get our a–es kicked. The second is that we will win. 

I’m angry. I’m angry for being condemned to death by strangers saying, “You deserve to die” and “AIDS is the cure.” Fury erupts when a Republican woman wearing thousands of dollars of garments and jewelry minces by the police lines shaking her head, chuckling and wagging her finger at us like we are recalcitrant children making absurd demands and throwing a temper tantrum when they aren’t met. Angry while Joseph agonizes over $8,000 a year for AZT which might keep him alive a little longer and which does make him sicker than the disease he is diagnosed with. Angry as I listen to a man tell me that after changing his will five times he’s running out of people to leave things to. All of his best friends are dead. Angry when I stand in a sea of quilt panels, or go to a candlelight march or attend yet another memorial service. I will not march silently with a f—ing candle and I want to take that goddamned quilt and wrap myself in it and furiously rent it and my hair and curse every god religion ever created. I refuse to accept a creation that cuts people down in the third decade of their life. It is cruel and vile and meaningless and everything I have in me rails against the absurdity and I raise my face to the clouds and a ragged laugh that sounds more demonic than joyous erupts from my throat and tears stream down my face and if this disease doesn’t kill me, I may just die of frustration. My feet pound the streets and Peter’s hands are chained to a pharmaceutical company’s reception desk while the receptionist looks on in horror and Eric’s body lies rotting in a Brooklyn cemetery and I’ll never hear his flute resounding off the walls of the meeting house again. And I see the old people in Tompkins Square Park huddled in their long wool coats in June to keep out the cold they perceive is there and to cling to whatever little life has left to offer them, and I think, ah, they understand. And I’m reminded of the people who strip and stand before a mirror each night before they go to bed and search their bodies for any mark that might not have been there yesterday. A mark that this scourge has visited them. And I’m angry when the newspapers call us “victims” and sound alarms that “it” might soon spread to the “general population.” And I want to scream “Who the f— am I?” And I want to scream at New York Hospital with its yellow plastic bags marked “isolation linen,” “ropa infecciosa” and its orderlies in latex gloves and surgical masks skirt the bed as if its occupant will suddenly leap out and douse them with blood and semen giving them too the plague. And I’m angry at straight people who sit smugly wrapped in their self-protective coat of monogamy and heterosexuality confident that this disease has nothing to do with them because it only happens to “them.” And the teenage boys who upon spotting my “Silence = Death” button begin chanting “Faggots gonna die” and I wonder, who taught them this? Enveloped in fury and fear, I remain silent while my button mocks me every step of the way. And the anger I feel when a television program on the quilt gives profiles of the dead and the list begins with a baby, a teenage girl who got a blood transfusion, an elderly Baptist minister and his wife and when they finally show a gay man, he’s described as someone who knowingly infected teenage male prostitutes with the virus. What else can you expect from a faggot? I’m angry.

[Untitled]

Since time began, the world has been inspired by the work of queer artists. In exchange, there has been suffering, there has been pain, there has been violence. Throughout history, society has struck a bargain with its queer citizens: they must pursue creative careers, if they do so discreetly. Through the arts queers are productive, lucrative, entertaining and even uplifting. These are the clear-cut and useful by-products of what is otherwise considered anti-social behavior. In cultured circles, queers may quietly coexist with an otherwise disapproving power elite.

At the forefront of the most recent campaign to bash queer artists is Jesse Helms, arbiter of all that is decent, moral, christian and amerikan. For Helms, queer art is quite simply a threat to the world. In his imaginings, heterosexual culture is too fragile to bear up to the admission of human or sexual diversity. Quite simply, the structure of power in the Judeo-Christian world has made procreation its cornerstone. Families having children assures consumers for the nation’s products and a work force to produce them, as well as a built-in family system to care for its ill, reducing the expense of public healthcare systems. All non-procreative behavior is considered a threat, from homosexuality to birth control to abortion as an option. It is not enough, according to the religious right, to consistently advertise procreation and heterosexuality … it is also necessary to destroy any alternatives. It is not art Helms is after … It is our lives! Art is the last safe place for lesbians and gay men to thrive. Helms knows this, and has developed a program to purge queers from the one arena they have been permitted to contribute to our shared culture.

Helms is advocating a world free from diversity or dissent. It is easy to imagine why that might feel more comfortable to those in charge of such a world. It is also easy to envision an amerikan landscape flattened by such power. Helms should just ask for what he is hinting at: State sponsored art, art of totalitarianism, art that speaks only in christian terms, art which supports the goals of those in power, art that matches the sofas in the Oval Office. Ask for what you want, Jesse, so that men and women of conscience can mobilize against it, as we do against the human rights violations of other countries, and fight to free our own country’s dissidents.

If You’re Queer, Shout It!

Queers are under siege.

Queers are being attacked on all fronts and I’m afraid it’s ok with us.
In 1969, Queers, were attacked. It wasn’t ok. Queers fought back, took the streets.

In 1990, there were 50 “Queer Bashings” in the month of May alone. Violent attacks. 3,720 men, women and children died of AIDS in the same month, caused by a more violent attack – government inaction, rooted in society’s growing homophobia. This is institutionalized homophobia, perhaps more dangerous to the existence of queers because the attackers are faceless. We allow these attacks by our own continued lack of action against them. AIDS has affected the straight world and now they’re blaming us for AIDS and using it as a way to justify their violence against us. They don’t want us anymore. They will beat us, rape us and kill us before they will continue to live with us. What will it take for This not to be ok? Feel some rage. If rage doesn’t empower you, try fear. If that doesn’t work try panic.

Shout It! 

Be proud. Do whatever you need to do to tear yourself away from your customary state of acceptance. Be free. Shout.

In 1969, Queers fought back. In 1990, Queers say ok.

Next year, will we be here?

[Untitled]

I hate Jesse Helms. I hate Jesse Helms so much I’d rejoice if he dropped down dead. If someone killed him I’d consider it his own fault.

I hate Ronald Reagan, too, because he mass-murdered my people for eight years. But to be honest, I hate him even more for eulogizing Ryan White without first admitting his guilt, without begging forgiveness for Ryan’s death and for the deaths of tens of thousands of other PWA’s – most of them queer. I hate him for making a mockery of our grief.

I hate the f—ing Pope, and I hate John f—ing Cardinal O’Connor, and I hate the whole f—ing Catholic Church. The same goes for the Military, and especially for Amerika’s Law Enforcement Officials – the cops – state sanctioned sadists who brutalize street transvestites, prostitutes and queer prisoners. I also hate the medical and mental health establishments, particularly the psychiatrist who convinced me not to have sex with men for three years until we (meaning he) could make me bisexual rather than queer. I also hate the education profession, for its share in driving thousands of queer teens to suicide every year. I hate the “respectable” art world; and the entertainment industry, and the mainstream media, especially The New York Times. In fact, I hate every sector of the straight establishment in this country – the worst of whom actively want all queers dead, the best of whom never stick their necks out to keep us alive.

I hate straight people who think they have anything intelligent to say about “outing.” I hate straight people who think stories about themselves are “universal” but stories about us are only about homosexuality. I hate straight recording artists who make their careers off of queer people, then attack us, then act hurt when we get angry and then deny having wronged us rather than apologize for it. I hate straight people who say, “I don’t see why you feel the need to wear those buttons and t-shirts. I don’t go around tell the whole world I’m straight.”

I hate that in twelve years of public education I was never taught about queer people. I hate that I grew up thinking I was the only queer in the world, and I hate even more that most queer kids still grow up the same way. I hate that I was tormented by other kids for being a faggot, but more that I was taught to feel ashamed for being the object of their cruelty, taught to feel it was my fault. I hate that the Supreme Court of this country says it’s okay to criminalize me because of how I make love. I hate that so many straight people are so concerned about my goddamned sex life. I hate that so many twisted straight people become parents, while I have to fight like hell to be allowed to be a father. I hate straights.

Where Are You Sisters?

Invisibility is Our Responsibility

I wear my pink triangle everywhere. I do not lower my voice in public when talking about lesbian love or sex. I always tell people I’m a lesbian. I don’t wait to be asked about my “boyfriend.” I don’t say it’s “no one’s business.”

I don’t do this for straight people. Most of them don’t know what the pink triangle even means. Most of them couldn’t care less that my girlfriend and I are totally in love or having a fight on the street. Most of them don’t notice us no matter what we do. I do what I do to reach other lesbians. I do what I do because I don’t want lesbians to assume I’m a straight girl. I am out all the time, everywhere, because I want to reach you. Maybe you’ll notice me, maybe start talking, maybe we’ll become friends. Maybe we won’t say a word but our eyes will meet and I will imagine you naked, sweating, openmouthed, your back arched as I am f—ing you. And we’ll be happy to know we aren’t the only ones in the world. We’ll be happy because we found each other, without saying a word, maybe just for a moment.

But no.

You won’t wear a pink triangle on that linen lapel. You won’t meet my eyes if I flirt with you on the street. You avoid me on the job because I’m “too” out. You chastise me in bars because I’m “too political.” You ignore me in public because I bring “too much” attention to “my” lesbianism. But then you want me to be your lover, you want me to be your friend, you want me to love you, support you, fight for “our” right to exist.

Where Are You?

You talk, talk, talk about invisibility and then retreat to your homes to nest with your lovers or carouse in a bar with pals and stumble home in a cab or sit silently and politely by while your family, your boss, your neighbors, your public servants distort and disfigure us, deride us and punish us. Then home again and you feel like screaming. Then you pad your anger with a relationship or a career or a party with other dykes like you and still you wonder why we can’t find each other, why you feel lonely, angry, alienated.

Get Up, Wake Up Sisters!!

Your life is in your hands.

When I risk it all to be out, I risk it for both of us. When I risk it all and it works (which it often does if you would try), I benefit and so do you. When it doesn’t work, I suffer and you do not.

But girl you can’t wait for other dykes to make the world safe for you. stop waiting for a better more lesbian future! The revolution could be here if we started it.

Where are you sisters? I’m trying to find you, I’m trying to find you. How come I only see you on Gay Pride Day?

We’re out. Where the f— are you?

[Untitled]

When anyone assaults you for being queer, it is queer bashing. Right?

A crowd of 50 people exit a gay bar as it closes. Across the street, some straight boys are shouting “Faggots” and throwing beer bottles at the gathering, which outnumbers them by 10 to 1. Three queers make a move to respond, getting no support from the group. Why did a group this size allow themselves to be sitting ducks?

Tompkins Square Park, Labor Day. At an annual outdoor concert/drag show, a group of gay men were harassed by teens carrying sticks. In the midst of thousands of gay men and lesbians, these straight boys beat two gay men to the ground, then stood around triumphantly laughing amongst themselves. The emcee was alerted and warned the crowd from the stage, “You girls be careful. When you dress up it drives the boys crazy,” as if it were a practical joke inspired by what the victims were wearing rather than a pointed attack on anyone and everyone at that event.
What would it have taken for that crowd to stand up to its attackers?

After James Zappalorti, an openly gay man, was murdered in cold blood on Staten Island this winter, a single demonstration was held in protest. Only one hundred people came. When Yusef Hawkins, a black youth, was shot to death for being on “White turf” in Bensonhurst, African Americans marched through that neighborhood in large numbers again and again. A black person was killed because he was black, and people of color throughout the city recognized it and acted on it. The bullet that hit Hawkins was meant for a black man, any black man. Do most gays and lesbians think that the knife that punctured Zappalorti’s heart was meant only for him?

The straight world has us so convinced that we are helpless and deserving victims of the violence against us, that queers are immobilized when faced with a threat. Be outraged! These attacks must not be tolerated. Do something. Recognize that any act of aggression against any member of our community is an attack on every member of the community. The more we allow homophobes to inflict violence, terror and fear on our lives, the more frequently and ferociously we will be the object of their hatred. Your body cannot be an open target for violence. Your body is worth protecting. You have a right to defend it. No matter what they tell you, your queerness must be defended and respected. You’d better learn that your life is immeasurably valuable, because unless you start believing that, it can easily be taken from you. If you know how to gently and efficiently immobilize your attacker, then by all means, do it. If you lack those skills, then think about gouging out his f—ing eyes, slamming his nose back into his brain, slashing his throat with a broken bottle – do whatever you can, whatever you have to, to save your life!

Why Queer?

Queer!

Ah, do we really have to use that word? It’s trouble. Every gay person has his or her own take on it. For some it means strange and eccentric and kind of mysterious. That’s okay; we like that. But some gay girls and boys don’t. They think they’re more normal than strange. And for others “queer” conjures up those awful memories of adolescent suffering. Queer. It’s forcibly bittersweet and quaint at best – weakening and painful at worst. Couldn’t we just use “gay” instead? It’s a much brighter word. And isn’t it synonymous with “happy”? When will you militants grow up and get over the novelty of being different?

Why Queer …

Well, yes, “gay” is great. It has its place. But when a lot of lesbians and gay men wake up in the morning we feel angry and disgusted, not gay. So we’ve chosen to call ourselves queer. Using “queer” is a way of reminding us how we are perceived by the rest of the world. It’s a way of telling ourselves we don’t have to be witty and charming people who keep our lives discreet and marginalized in the straight world. We use queer as gay men loving lesbians and lesbians loving being queer. Queer, unlike gay, doesn’t mean male.

And when spoken to other gays and lesbians it’s a way of suggesting we close ranks, and forget (temporarily) our individual differences because we face a more insidious common enemy. Yeah, queer can be a rough word but it is also a sly and ironic weapon we can steal from the homophobe’s hands and use against him.

No Sex Police

For anyone to say that coming out is not part of the revolution is missing the point. Positive sexual images and what they manifest saves lives because they affirm those lives and make it possible for people to attempt to live as self-loving instead of self-loathing. As the famous “Black is beautiful” changed many lives so does “Read my lips” affirm queerness in the face of hatred and invisibility as displayed in a recent governmental study of suicides that states at least 1/3 of all teen suicides are Queer kids. This is further exemplified by the rise in HIV transmission among those under 21.

We are most hated as queers for our sexualness, that is, our physical contact with the same sex. Our sexuality and sexual expression are what makes us most susceptible to physical violence. Our difference, our otherness, our uniqueness can either paralyze us or politicize us. Hopefully, the majority of us will not let it kill us.


[Untitled]

Why in the world do we let heteros into queer clubs? Who gives a f— if they like us because we “really know how to party?” We have to in order to blow off the steam they make us feel all the time! They make out wherever they please, and take up too much room on the dance floor doing ostentatious couples dances. They wear their heterosexuality like a “Keep Out” sign, or like a deed of ownership.

Why the f— do we tolerate them when they invade our space like it’s their right? Why do we let them shove heterosexuality – a weapon their world wields against us – right in our faces in the few public spots where we can be sexy with each other and not fear attack?

It’s time to stop letting the straight people make all the rules. Let’s start by posting this sign outside every queer club and bar:

– Rules of Conduct for Straight People

1. Keep your displays of affection (kissing, handholding, embracing) to a minimum. Your sexuality is unwanted and offensive to many here.
2. If you must slow dance, be an inconspicuous as possible.
3. Do not gawk or stare at lesbians or gay men, especially bull dykes or drag queens. We are not your entertainment.
4. If you cannot comfortably deal with someone of the same sex making a pass at you, get out.
5. Do not flaunt your heterosexuality. Be discreet. Risk being mistaken for a lezzie or a homo.
6. If you feel these rules are unfair, go fight homophobia in straight clubs, or
7. Go f— Yourself.

I Hate Straights

I have friends. Some of them are straight.

Year after year, I see my straight friends. I want to see them, to see how they are doing, to add newness to our long and complicated histories, to experience some continuity.

Year after year I continue to realize that the facts of my life are irrelevant to them and that I am only half listened to, that I am an appendage to the doings of a greater world, a world of power and privilege, of the laws of installation, a world of exclusion.

“That’s not true,” argue my straight friends. There is the one certainty in the politics of power: those left out of it beg for inclusion, while the insiders claim that they already are. Men do it to women, whites do it to blacks, and everyone does it to queers.

The main dividing line, both conscious and unconscious, is procreation … and that magic word – Family. Frequently, the ones we are born into disown us when they find out who we really are, and to make matters worse, we are prevented from having our own. We are punished, insulted, cut off, and treated like seditionaries in terms of child rearing, both damned if we try and damned if we abstain. It’s as if the propagation of the species is such a fragile directive that without enforcing it as if it were an agenda, humankind would melt back into the primeval ooze.

I hate having to convince straight people that lesbians and gays live in a war zone, that we’re surrounded by bomb blasts only we seem to hear, that our bodies and souls are heaped high, dead from fright or bashed or raped, dying of grief or disease, stripped of our personhood.

I hate straight people who can’t listen to queer anger without saying “hey, all straight people aren’t like that. I’m straight too, you know,” as if their egos don’t get enough stroking or protection in this arrogant, heterosexist world. Why must we take care of them, in the midst of our just anger brought on by their f—ed up society?! Why add the reassurance of “Of course, I don’t mean you. You don’t act that way.” Let them figure out for themselves whether they deserve to be included in our anger.

But of course that would mean listening to our anger, which they almost never do. They deflect it, by saying “I’m not like that” or “now look who’s generalizing” or “You’ll catch more flies with honey … ” or “If you focus on the negative you just give out more power” or “you’re not the only one in the world who’s suffering.” They say “Don’t yell at me, I’m on your side” or “I think you’re overreacting” or “Boy, you’re bitter.”

Let Yourself Be Angry

They’ve taught us that good queers don’t get mad. They’ve taught us so well that we not only hide our anger from them, we hide it from each other. We even hide it from ourselves. We hide it with substance abuse and suicide and overachieving in the hope of proving our worth. They bash us and stab us and shoot us and bomb us in ever increasing numbers and still we freak out when angry queers carry banners or signs that say Bash Back. For the last decade they let us die in droves and still we thank President Bush for planting a f—ing tree, applaud him for likening PWAs to car accident victims who refuse to wear seatbelts. Let yourself be angry. Let yourself be angry that the price for visibility is the constant threat of violence, anti-queer violence to which practically every segment of this society contributes. Let yourself feel angry that there is no place in this country where we are safe, no place where we are not targeted for hatred and attack, the self-hatred, the suicide – of the closet.

The next time some straight person comes down on you for being angry, tell them that until things change, you don’t need any more evidence that the world turns at your expense. You don’t need to see only hetero couple grocery shopping on your TV … You don’t want any more baby pictures shoved in your face until you can have or keep your own. No more weddings, showers, anniversaries, please, unless they are our own brothers and sisters celebrating. And tell them not to dismiss you by saying “You have rights,” “You have privileges,” “You are overreacting,” or “You have a victim’s mentality.” Tell them “Go away from me, until you change.” Go away and try on a world without the brave, strong queers that are its backbone, that are its guts and brains and souls. Go tell them go away until they have spent a month walking hand in hand in public with someone of the same sex. After they survive that, then you’ll hear what they have to say about queer anger. Otherwise, tell them to shut up and listen.


ต้นฉบับ:

The Queer Nation Manifesto โดย ACT UP

ผู้อ่านสามารถเข้าถึงต้นฉบับได้ที่:

https://www.historyisaweapon.com/defcon1/queernation.html